แน่นอนว่าการผลักดันของรัฐบาลเพื่อให้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอนาคตจะต้องส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมือง
ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน ประเด็นสำคัญในที่นี้ก็คือ เป้าหมายและทิศทางของกระบวนการพัฒนาประเทศให้คุณค่าและความหมายกับความเสมอภาคและเท่าเทียมอย่างไร
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ได้ถกเถียงกันมายาวนานนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนจากวาทกรรมว่าด้วยประเทศด้อยพัฒนา จนมาถึงประเทศโลกที่สาม และกระแสการพัฒนาแบบโลกาภิวัตที่พูดถึงการพัฒนาแบบยั่งยืน อันเป็นสูตรสำเร็จว่าด้วยการพัฒนาขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนามาโดยตลอด
สำหรับบ้านเรานับแต่รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 เป็นต้นมา คุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้รับการยอมรับเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนามาโดยตลอด และเมื่อได้รับรู้ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นช่วงโปรโมชั่นของการนำเสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการกู้เงินเพื่อการลงทุนก็ได้บรรจุคำว่าลดความเหลื่อมล้ำเข้าไว้ในยุทธศาสตร์แล้วเช่นกัน
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าคำใหญ่ที่มีความหมายยิ่งใหญ่เช่นนี้ ประชาชนยังไม่มีโอกาสรับรู้ว่าในแผนงานที่แสดงขั้นตอนของการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศครั้งประวัติศาสตร์นี้จะมีเป้าหมายและทิศทางที่เป็นรูปธรรมอย่างไร
ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาภายใต้การนำของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ขณะนี้ได้สร้างความเป็นรูปธรรมของการพัฒนาประเทศให้เกิดขึ้นได้จนมองเห็นว่ารอยต่อระหว่างเมืองและชนบทได้แคบลงจนเกิดกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นโดยทั่วไปในสังคมไทย
ด้วยความต่อเนื่องและผลกระทบของกระบวนการพัฒนาแบบประชานิยมนั่นเองได้ส่งผลเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมดังได้กล่าวไว้แล้ว จนกระทั่งก่อตัวเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและต่อมาได้ส่งผลเป็นการเคลื่อนไหวให้สังคมหันมาให้ความสนใจกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในที่สุด
พัฒนาการของกระบวนการพัฒนาในสังคมไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่โครงสร้างเชิงอำนาจและสถาบันทางสังคมทุกฝ่ายจะต้องหันมามองเป้าหมายและทิศทางของการพัฒนาในครั้งนี้อย่างจริงจังและทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ร่วมกันบนพื้นฐานของนิยามและความหมายของการพัฒนาใหม่ด้วยคุณค่าของหลักการสิทธิมนุษยชน
การสร้างความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำอันเนื่องมาจากกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนความมั่นคงในความหมายใหม่นั้น ทุกฝ่ายจะต้องทำความเข้าใจว่ากระบวนการในการสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ยึดแนวทางว่าอำนาจอธิปไตยกระจายตัวอยู่ทั่วไปไม่อาจผูกขาดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในโครงสร้างหรือสถาบันทางสังคมใดสถาบันหนึ่งเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา นักวิชาการ นักเทคนิค ตุลาการ หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งอีกต่อไป
นอกจากนั้นกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังมีเป้าหมายในการสร้างนิยามหรือความหมายในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ หรือคุณค่า เช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดในการสร้างการมีส่วนร่วมเพียงแค่การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับต่างๆ แต่ควรที่จะต้องมีรูปแบบหรือกระบวนการใหม่ๆ เข้ามาเสริมจากที่เป็นอยู่
ในแง่มุมของการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็เช่นกันมักจะมีแนวโน้มในการมองจากชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะของตนเพื่อไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาในระดับภูมิภาคหรือในระดับโลก ประเด็นนี้จะมองเห็นชัดเจนขึ้นในวาทกรรมว่าด้วยการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ฉะนั้น ทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาจึงมีบริบทของความเป็นท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะแต่สามารถอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ได้
ในมิติสิทธิมนุษยชนนั้น แสดงถึงความชัดเจนของความเชื่อมโยงของสิทธิทั้งทางด้านความเป็นพลเมือง ที่ต้องมีความสัมพันธ์กับสิทธิทางการเมือง ที่ต้องมีความสอดคล้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิทางสังคม สิทธิทางเศรษฐกิจ และสิทธิทางวัฒนธรรมของประชาชนตั้งแต่ในระดับปัจเจก ความเชื่อมโยงของสิทธิทั้ง 5 ประการนี้จะเป็นรูปธรรมของการยอมรับและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งในเชิงปัจเจกและเชิงสถาบันได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
เป้าหมายและทิศทางของกระบวนการพัฒนาประเทศครั้งนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนไม่ใช่เฉพาะในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่คงเป็นจุดเปลี่ยนความหมายของกระบวนการพัฒนาที่ท้าทายทุกส่วนในสังคมโดยเฉพาะประชาชนและประชาสังคมที่มีสถานะเป็นทั้งประธานและกรรมของกระบวนการนี้






