วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"เลิกประหยัดพลังงานแบบฉาบฉวย"

เวลานี้หากไม่พูดถึงการประหยัดพลังงาน คงจะเชยแหลก เพราะอุณหภูมิร้อนขึ้นทุกวัน

ทำให้การใช้พลังงานเติบโตอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดการใช้ไฟฟ้าได้ทำลายสถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของปี 2555 ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ข้อมูลว่า อุณหภูมิเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ร้อนถึง 39.1 องศา ทำให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งถึง 26,430 เมกะวัตต์ สูงกว่าที่คาด 600 เมกะวัตต์ ทำให้วันนั้นทุบสถิติพีคของปี 2555 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เม.ย. เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศา การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 เมกะวัตต์ มีการประเมินเบื้องต้นว่า พีคของปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 27,000 เมกะวัตต์ในราวเม.ย. อาจต้องปรับตัวเลขเพิ่มอีก 600 เมกะวัตต์

ทำให้หลายฝ่ายกลับมาวิตก โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า หลังจากเบาใจไปก่อนหน้านี้ว่า วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งเป็นวันแรกที่ท่อก๊าซธรรมชาติหยุดจ่ายก๊าซฯและเป็นวันทำงานที่การใช้ไฟฟ้าสูงได้มีการจัดการเรียบร้อย จากการขอความร่วมมือให้โรงไฟฟ้าผลิตไฟเพิ่ม และขอให้ภาคอุตสาหกรรมหยุดหรือลดกำลังผลิตชั่วคราว

ต้องกลับมาหนักใจเป็นธรรมดา เพราะยังไม่เข้าเดือนเม.ย.ดี อุณหภูมิก็พุ่งเกือบแตะ 40 องศาแล้ว ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนเม.ย.แล้วคงทะลุ 40 องศาแน่นอน และความเสี่ยงก็จะไม่ใช่เฉพาะวันที่ 5 เม.ย.แล้ว วันอื่นก็เสี่ยงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหลังจากวันหยุดสงกรานต์ผ่านไป การใช้ไฟฟ้าอาจทำลายสถิติได้ตลอดเวลา เพราะอุณหภูมิเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากขึ้น

ดังนั้นการประหยัดพลังงานจึงไม่ใช่การส่งสัญญาณให้ตั้งตารอปิดไฟวันที่ 5 เม.ย. แล้วพอใจกับกราฟตัวเลขการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงชั่วครั้งชั่วคราวในวันเดียว เพราะอาจมีปรากฎการณ์ “เปิดแอร์รอปิดไฟ”ในวันนั้น

การทำอะไรแบบฉาบฉวย หรือรณรงค์ประหยัดพลังงานอย่างลุ่มๆดอนๆ คงหมดยุค ต้องหันมารณรงค์อย่างต่อเนื่องทุกวัน ขณะเดียวกันทุกคนต้องตระหนักแล้วที่จะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เพียงแต่เป้าหมายของชาติ แต่หมายถึงการใช้อย่างมีสำนึก ซึ่งสุดท้ายก็กลับมาช่วยลดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าในบ้านตนเอง

หากพูดถึงการประหยัดอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ต้องเน้นที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด อย่างที่รู้กัน คือ “แอร์ “ มีวิธีประหยัดแอร์ ตามสูตร 108 วิธีประหยัดพลังงานที่มีการเผยแพร่กันมาก่อนหน้านี้

ในส่วนแอร์ เน้นๆ ย้ำๆ เรื่องปรับอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา และปิดแอร์ทุกครั้งที่ไม่อยู่ในห้องเกิน 30 นาทีสำหรับแอร์เบอร์ 5 และ 1ชม. สำหรับแอร์ทั่วไป เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 10-15% และอย่าลืมอุดรอยรั่วไหลที่ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น ติดม่านป้องกันแสงเข้าตัวห้องขณะที่ต้องการใช้แอร์ เป็นต้น

ที่ลืมไม่ได้คือการปลูกและรักษาต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาบ้านและอาคารที่อยู่ เพราะทางวิชาการระบุว่า ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นให้ความเย็น 12,000 บีทียูเท่ากับแอร์ 1ตัน

เมื่อโลกได้ส่งสัญญาณเตือนเรามานานแล้วถึงหายนะจากอุณหภูมิแปรปรวน หลายแห่งอุณหภูมิติดลบเป็นประวัติการณ์ หลายประเทศก็ร้อนทำคนตาย ส่วนประเทศไทยก็กำลังสัมผัสด้วยผิวหนังของตัวเองจากอากาศที่ร้อนขึ้น ดังนั้นถึงเวลาต้องจริงจังที่จะช่วยกันชะลอความรุนแรงของสภาพอากาศของโลก ซึ่งการประหยัดพลังงานเป็นหนทางสำคัญที่ทุกคนทำได้ เพียงแต่ต้องจริงจัง

การทำฉาบฉวยเอากระแส โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้เพื่อถ่ายรูปประชาสัมพันธ์คงจะเชยไปแล้ว มาปรับวิธีการใหม่ คงไม่สาย ไม่จำเป็นต้องทำเป็นล้านไร่ เพียงขอให้มีกระบวนการติดตามผลการดูแลให้ต้นไม้เติบโต ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในการช่วยดูดซับน้ำเสียใต้ดิน ให้ร่มเงาลดอุณหภูมิโลก คายออกซิเจน และดูดคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางวัน

และขอให้เห็นประโยชน์ของการดำรงอยู่ของต้นไม้ใหญ่ในที่ที่มันแตกหน่อเติบโต ไม่ปล่อยให้อำนาจเงินซื้อแม้กระทั่งร่มเงา จากการตัดต้นไม้ใหญ่นอกเมือง เพื่อขายให้บ้านเศรษฐี เพราะคนกลุ่มนี้กลัวความร้อน แต่น่าแปลกที่เราไม่เคยเห็นประวัติศาสตร์จารึกว่ามีเศรษฐีมุ่งมั่นปลูกต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงาสังคมโดยใจบริสุทธิ์ ทุกวันนี้เห็นแต่คนต่างจังหวัดหาเช้ากินค่ำลุกขึ้นมาปลูกป่า