นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นในเฟซบุ๊ค กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าได้กล่าวในการอภิปราย
ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อใช้สร้างรถไฟความเร็วสูงเอาไว้ส่งผักว่า “การขนส่งสินค้าโดยรถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เศรษฐกิจเติบโตรองรับอนาคตและความเจริญ นอกจากนั้นยังเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพที่ดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง และผู้บริโภคได้รับสินค้าสินค้าที่สดใหม่ ไม่เน่าเสีย ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติในการส่งสินค้าเกษตรโดยใช้การขนส่งที่รวดเร็ว
นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่าง การขนส่งดอกไม้ด้วยเครื่องบิน ซึ่งประเทศไทยทำมานานแล้ว และในยุโรปก็ได้พัฒนาโครงการ Euro Carex (ยูโร แคเร็กซ์) โดยใช้รถไฟความเร็วสูงสำหรับขนถ่ายสินค้าโดยเฉพาะ "ดังนั้น จึงไม่ใช่เป็นการวาดฝัน แต่เป็นจริงในหลาย ๆ ประเทศแล้ว และทำให้เกษตรกรสามารถส่งออกสินค้าเกษตรที่ต้องการมาตรฐานสูง ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ฯลฯ”และย้ำอีกว่า“รถไฟความเร็วสูงเป็นการเชื่อมโยงแหล่งการผลิตระดับท้องถิ่นภายในประเทศสู่ภูมิภาคอาเซียน ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าทางการเกษตรในการส่งถึงตลาดและผู้บริโภค"
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวตำหนิว่า "การนำคำพูดของดิฉันไปบิดเบือนเพื่อใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เหนือประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นการดูถูกเกษตรกรที่ควรจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที รถไฟความเร็วสูงจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยมีโอกาสอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง” ซึ่งหากติดตามการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ก็ย้ำให้เห็นว่าสินค้าเกษตรบางชนิดอาจจำเป็นต้องขนส่งด้วยรถไฟความเร็วสูง หากมีผู้บริโภคยอมจ่ายราคาที่แพงสำหรับค่าขนส่ง นั่นคือมีประโยชน์แน่หากมีคนซื้อและมีผู้ผลิตยอมขนส่งด้วยวิธีนี้
แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าการส่งผักผลไม้ตามความเห็นของนายกรัฐมนตรี ก็คือนายกรัฐมนตรีเห็นว่ารถไฟความเร็วสูงจะเป็นเครื่องมือทำให้คนไทยมี"โอกาส"ที่เท่าเทียมและทั่วถึง และเป็นการ"ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง" ซึ่งเราไม่เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีหมายถึงอะไร แต่หากหมายถึง"โอกาส"ในการขึ้นรถไฟนั้น ก็ถือว่าไม่ผิดนัก เพราะทุกคนก็มีสิทธิจะขึ้นอยู่แล้ว หากมีเงินซื้อตั๋วค่าโดยสาร แต่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัย เพราะหากเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น เราไม่เชื่อจะแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง
บางคนอาจมองว่าการพูดของนายกรัฐมนตรีก็พยายามแก้ต่างหรืออธิบายให้คนเข้าใจ แต่แนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง หรือ เรียกว่าวิธีคิดการก่อสร้างหรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีก็เหมือนคนที่อยู่ส่วนบนหรือคนฐานะดี และได้เป็นผู้บริหารประเทศคนอื่นๆก่อนหน้านั้น กล่าวคือมีแนวคิดการพัฒนาว่าหากมีสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาจากนั้นก็จะเกิดขึ้นเองและดอกผลของการพัฒนาจะถูกจัดสรรออกไปให้กับประชาชนในพื้นที่ นั่นคือ การพัฒนาเหมือนน้ำล้นแก้ว โดยมีจุดที่มีการพัฒนาสูงสุด จากนั้นจะค่อยๆกระจายความเจริญออกไปสู่ส่วนอื่น
เราไม่ได้ดูว่าจะเป็นวิธีการทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปาก แต่เราสงสัยว่าเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงนั้นจริงหรือ เพราะหากรัฐมนตรีต้องการลดความเหลื่อมล้ำจริง วิธีการที่ควรทำมากที่สุดคือมาตรการกระจายรายได้และลดช่องว่างทางรายได้ หรือ การจัดสรรทรัพยากร เช่น ที่ดิน ให้กับคนระดับล่าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากนาน แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้แทบไม่พูดถึงหรือมีนโยบายเหล่านี้เลย นอกจากการลดแลกแจกแถมที่เป็นตัวเงิน ในขณะที่เรื่องโครงสร้างรัฐบาลนี้ไม่เคยทำ ดังนั้น ไม่ว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูงกี่เส้นทาง และใช้เงินอีกเท่าไร ก็ไม่มีทางลดความเหลื่อมล้ำได้






