ในขณะที่ข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าในการตกลงการลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายทยอยออกมาเป็นระยะๆ นั้น
ข่าวอีกมุมมองหนึ่งมักไม่มีใครสนใจมากนัก ทั้งๆ ที่ประเด็น สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสนใจไม่น้อยกว่าเรื่องทางเศรษฐกิจ
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะบุคคลที่มีชื่อว่าสมาคมพัฒนาทวายได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเพื่อแสดงถึงข้อกังวลและขอให้สืบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยในหนังสือดังกล่าวได้ระบุว่าโครงการนี้ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 3 พื้นที่คือ
1. พื้นที่ 204.5 ตารางกิโลเมตรของท่าเรือน้ำลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในเขตนาบูเล่ ซึ่งห่างจากเมืองทวายไปทางเหนือ 20 กิโลเมตร มีประชากร 32,274 คน จาก 3,977 ครัวเรือนใน 21 หมู่บ้าน
2. หมู่บ้านกาโลนท่า ห่างจากเมืองทวายไปทางเหนือ 36 กิโลเมตร ซึ่งมีแผนจะสร้างเขื่อนที่แม่น้ำดะลายยาร์ มีประชากรประมาณ 1,000 คน จาก 182 ครัวเรือน
3. พื้นที่ก่อสร้างถนนมีความยาว 132 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างเขตนิคมอุตสาหกรรมทวายกับบ้านพุน้ำร้อนของประเทศไทย มีประชากรประมาณ 50,000 คนที่จะถูกผลกระทบ
หนังสือของสมาคมพัฒนาทวายระบุว่าขณะนี้เกิดปัญหาใหญ่กับชุมชนท้องถิ่น 2 ประการคือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลโดยไม่มีการปรึกษาหารือที่เหมาะสมกับคนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ และการโยกย้ายถิ่นฐานโดยไม่สมัครใจและค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้อยละ 80 ของชาวบ้านในพื้นที่นาบูเล่ที่จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นพึ่งพาที่ดินและการเกษตร แต่พื้นที่รองรับการโยกย้ายที่บาไวและวาซุนถ่อที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลและเทือกเขาตระนาวศรีนั้นคับแคบเกินกว่าจะทำการเพาะปลูกใดๆ หากชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่นาบูเล่ไปที่นั่น ชาวบ้านจะไม่มีที่ทำการเพาะปลูกอาหารและทำการเกษตร
หากมองย้อนถึงปัญหากับชุมชนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการลงทุนขนาดใหญ่ของคนต่างชาติในเมียนมาร์แล้วจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และหลายครั้งปัญหาที่คิดว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยกลับกลายเป็นปัญหาระดับประเทศได้ ดังเช่นปัญหาเหมืองทองแดง Latpadantaung ที่เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท วั่นเป่า ของจีน และ บริษัท เมียนมาร์ อีโคโนมิค โฮลดิ้ง ซึ่งลงทุน 900 กว่าล้านดอลาร์ ต้องระงับไปหลังจากมีการประท้วงของชาวบ้านเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นจลาจล
ความจริงแล้วการสร้างเหมืองทองแดง Latpadantaung นี้ ต้องอพยพชาวบ้านเพียง 4 หมู่บ้าน 442 หลังคาเรือนและบริษัทเหมืองอ้างว่าการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินไปกว่า 50 ล้านดอลลาร์ มากกว่าเวนคืนทั่วไปในเมียนมาร์เสียอีก แต่ปัญหาใหญ่คือการละเลยการรับฟังเสียงจากชุมชนท้องถิ่นซึ่งเห็นว่าการทำเหมืองก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพอย่างใหญ่หลวงแก่คนท้องถิ่น เรื่องนี้แม้นางออง ซาน ซูจีจะเข้ามาสอบสวนสาเหตุ การกลับเป็นว่าเมื่อนางซูจีขอให้ชาวบ้านหยุดประท้วงเพื่อเป็นการรักษาภาพพจน์ของประเทศสำหรับการลงทุนจากคนต่างชาติ ชาวบ้านกลับไม่พอใจใจตัวนางซูจีเสียเอง
อีกโครงการมหึมาที่ปัญหาหากำลังก่อตัวในขณะนี้คือการลงทุนสร้างเขื่อนยาติ๊ดเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์กั้นแม่น้ำ Thanlwin ในเขต Bawlakhe รัฐคะยาร์ โดยเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัท ต้าถุง ของจีน และ บริษัทรัฐวิสาหกิจของเมียนมาร์ตัวแทนชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบกล่าวว่ากลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นจะได้รับผลกระทบร่วมห้าพันคนจากการสร้างเขื่อนนี้ และกำลังรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้าง
เรื่องใกล้ตัวของประเทศไทย คือ การอ้างว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมจากโครงการวางท่อก๊าซยานาดาผ่านประเทศเมียนมาร์มายังประเทศไทย ของบริษัทร่วมทุน MOGE ของเมียนมาร์ และบริษัท ยูโนแคล และโททัล แม้บริษัทร่วมทุนจะชี้แจงไปแล้วหลายครั้ง แต่ปัญหาที่ถูกอ้างว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้ยังถูกยกเป็นกรณีศึกษาการลงทุนข้ามชาติโดยกลุ่มเอ็นจีโอระดับประเทศด้านสิ่งแวดล้อมจนถึงทุกวันนี้
ในเรื่องความสำคัญทางเศรษฐกิจในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนั้น ยังไม่เคยเห็นใครคัดค้านว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยเลย แม้กระทั่งจากแต่พรรคฝ่ายค้านของเราเอง เพียงแต่การวางแผนโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้คงไม่อาจละเลยประเด็นอ่อนไหวด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการรักษาสิ่งแวดล้อมไปได้ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจึงไม่ได้มีแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่จะต้องหยิบยกมาพูดคุยกับฝ่ายเมียนมาร์เท่านั้น
หมายเหตุ : ผู้เขียนดำรงตำแหน่งเป็นอนุกรรมการร่วมฯฝ่ายไทยในคณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย






