วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สื่อพม่ารายวันคืนแผงครั้งแรก ใน 50 ปี : การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น

ภาพนี้เห็นนักข่าวเป็นร้อยห้อมล้อม ออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังเป็นเป้าสายตา

ว่า จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี หลังการเลือกตั้งทั่วไปในอีกสองปีข้างหน้า หรือไม่หลังจากที่รัฐสภาพม่าเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เคยทำให้เธอเสียสิทธิที่จะปกครองประเทศ

วันนี้ นักข่าวพม่ามีประเด็นเรื่อง “เสรีภาพของสื่อ” ภายใต้กฎหมายสื่อฉบับใหม่ ที่ร่างแรกๆ มีการ “ยัดไส้” เอาเงื่อนไขต่างๆ ที่ยังให้อำนาจแก่กลุ่มทหารและรัฐบาล ในอันที่จะควบคุมสื่อได้อย่างรัดกุมต่อไป

แต่กลุ่มนักหนังสือพิมพ์พม่าลุกขึ้นประท้วง และเรียกร้องให้ถอนร่างของกระทรวงข่าวสารเดิมออกไปเสีย มิฉะนั้น จะเป็นการตอกย้ำว่าการปฏิรูปทางการเมืองของพม่าที่เกรียวกราวไปทั่วโลก เป็นเพียงเรื่องสร้างภาพเท่านั้น

เพราะหากว่า "สื่อไม่เสรี" และประชาชนไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและรับผิดชอบภายใต้กฎกติกาใหม่แล้วไซร้ ก็ไม่อาจจะเรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพม่า ว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริงได้

เมื่อกระทรวงข่าวสารยอมถอนร่างออกไป และรับปากว่าจะนั่งลงพูดคุยกับนักหนังสือพิมพ์ ก่อนที่จะเสนอร่างใหม่ ก็ย่อมเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่คนทำข่าวก็ยังไม่อาจไว้วางใจ “ผู้มีอำนาจ” ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีการแทรกเอาเนื้อหาอะไร ที่จะให้อำนาจกับนักการเมืองหรืออำนาจเก่าเมื่อไหร่และอย่างไร

แม้ว่า โดยทางการ รัฐบาลพม่าเปิดทางให้มีการขอใบอนุญาตตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังมีพฤติกรรมประหลาดๆ ที่ส่อไปในทางการใช้อำนาจในทางมิชอบ

เช่น กลุ่มหนังสือพิมพ์ที่เป็นแกนหลักของสื่อพม่า ตั้งแต่ยุคเผด็จการ และได้ต่อสู้เรื่องเสรีภาพของสื่อมาโดยตลอด เมื่อยื่นขอใบอนุญาตทำหนังสือพิมพ์รายวัน กลับถูกแช่แข็งหรือบอกปัดด้วยเหตุผลที่น่างุนงงยิ่ง

เช่น กลุ่ม Eleven Media ยื่นขอแล้วถูกปฏิเสธ ด้วยข้ออ้างว่าไม่ได้ติดแสตมป์ราคาไม่กี่สิบบาท ทั้งๆ ที่ได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าแล้วว่า ต้องทำอะไรบ้าง แต่ไม่เคยได้รับคำอธิบายเรื่องติดแสตมป์ภาษีอากร แต่ประการใด

สะท้อนว่า ยังมีความพยายามใช้กฎหยุมหยิมเก่าๆ มาเพื่อสกัดกั้นกลุ่มคนทำสื่อ ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้ หนังสือพิมพ์รายวัน จะเริ่มปรากฏขึ้นบนแผงหนังสือทั่วพม่า และอย่างน้อยโดยทางการแล้ว นี่คือ การหวนกลับสู่เส้นทางของการเปิดกว้างของสื่อ แต่ตราบใดที่กฎหมายสื่อ ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันสมัยและเคารพในสิทธิแห่งการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ก็ยังถือว่าเป็นเพียง “พิธีกรรม” เท่านั้น ยังไม่ใช่ของจริง

กฎหมายควบคุมสื่อปัจจุบันมาจากยุคเผด็จการ นายพลเนวิน เมื่อปี ค.ศ. 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาล ที่จะถอนใบอนุญาตหนังสือพิมพ์ได้ทุกเมื่อ และหากฝ่าฝืน ไม่มาจดทะเบียนการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์มีความผิดจำคุก 7 ปี

คนทำหนังสือพิมพ์ในพม่าถูกจำกัดเสรีภาพมาช้านานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถูกเซ็นเซอร์ ติดคุก คุกคาม และเฝ้าจับตาดู โดยตำรวจและทหาร

เมื่อไม่นานมานี้เอง แม้แต่การตีพิมพ์รูปของ ออง ซาน ซูจี ยังถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายด้วยซ้ำไป

ตั้งแต่ ประธานาธิบดี เต็งเส่ง ประกาศปฏิรูปการเมืองพม่า สื่อพม่ามีเสรีภาพมากขึ้นกว่าเดิม และสามารถตีพิมพ์เนื้อหาที่ถูกห้ามมาตลอด 50 ปีก่อนหน้านี้ได้บ้าง แม้ว่ากฎหมายหลักในเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ตาม

รัฐบาลยุบแผนเซ็นเซอร์ของกระทรวงข่าวสาร ที่เคยเรียกว่า Press Scrutiny and Registration Department (กรมตรวจสอบและจดทะเบียนสื่อ) เมื่อเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วย “สิทธิของการรับรู้ข่าวสารของประชาชน” หรือ Freedom of Information Act ที่จะเป็นเครื่องรับประกันความโปร่งใสแห่งข่าวสารของรัฐบาล ที่ประกาศว่าจะก้าวเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ร่างกฎหมายที่คนทำสื่อไม่ยอมรับฉบับนี้ มีหลายมาตรา ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสังคมเสรี เช่น ห้ามตีพิมพ์บทความใดๆ ที่ “ต่อต้านหรือละเมิด” รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2008 “ที่อาจจะกระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือก่อให้เกิดความไม่สงบได้”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างโดย คณะกรรมการที่กองทัพเป็นผู้แต่งตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน จึงยังมีเนื้อหาเผด็จการอยู่ไม่น้อย
อีกมาตราหนึ่ง กำหนดโทษจำคุก 6 เดือน สำหรับผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ที่ไม่ขอจดทะเบียนสิ่งพิมพ์ใหม่

อีกทั้งยังจะมีการแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานทะเบียน” ที่มีอำนาจในการตรวจสอบสื่อและออกใบอนุญาตให้สิ่งพิมพ์
ใครมีอำนาจออกใบอนุญาต ก็ย่อมแปลว่า มีอำนาจถอนใบอนุญาต เช่นกัน

รัฐมนตรีข่าวสาร Aung Kyi อ้างว่า ที่ต้องมีร่างกฎหมายเช่นนี้ เพราะว่าตั้งแต่ยกเลิกการเซ็นเซอร์ มี “สิ่งพิมพ์เป็นพิษ” ใหม่ๆ ออกมามากมาย เช่น ที่ตีพิมพ์รูปโป๊ และส่งเสริมเล่นการพนัน

แต่คนทำสื่อแย้งว่า การจับเอาสิ่งพิมพ์คุณภาพกับใบปลิวไร้คุณภาพ มาอยู่ในกติกาเดียวกัน ย่อมเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อมวลชน จำเป็นจะต้องแยกแยะออกจากกันให้ชัดเจน

ก้าวย่างของสื่อพม่า ยังต้องผ่านการทดสอบอีกหลายขั้นตอน ดูจากประวัติการต่อสู้ของสื่อไทยและเพื่อนบ้านแล้ว เพื่อนๆ สื่อมวลชนพม่า ยังต้องฟันฝ่าอุปสรรคอีกหลายขุม และเราก็พร้อมจะยื่นมือช่วยเหลือเกื้อกูลประสานงาน ในฐานะสื่ออาเซียนด้วยกัน อย่างเข้มข้นและอบอุ่น...ตลอดเวลา