ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมืองชายแดน หรือ จังหวัดชายแดน หลายแห่งของไทยและเพื่อนบ้าน ได้ปรากฏให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะในช่วงหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการเริ่มเปิดประเทศของจีนในช่วงทศวรรษ 1990 ได้ส่งผลให้ความตึงเครียดทางชายแดนของไทยกับเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศสังคมนิยมเริ่มลดน้อยลง พร้อมกับสภาพทางการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ได้ส่งผลให้มุมมองและความหมายของเมืองชายแดนเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จากเมืองที่เน้นความมั่นคงเป็นหลักสู่เมืองที่เป็นโอกาสทางการค้า จากเมืองชายขอบของศูนย์กลางกรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และจากเมืองที่แทบปราศจากกิจกรรมทางการผลิตกลายเป็นเมืองที่มีกิจกรรมทางการผลิตโดยใช้ข้อได้เปรียบทางแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีนที่ดีขึ้น จากการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยังได้ส่งผลให้เมืองชายแดนเป็นแหล่งรองรับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่เดินทางเข้ามาทั้งเพื่อทำการค้า การจับจ่ายใช้สอย การศึกษาเล่าเรียน รวมถึงการรักษาพยาบาล ในทางเดียวกับ การขยายตัวของเมืองชายแดนจากปัจจัยหลักดังที่ว่านี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญอันนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬารของภูมิภาคต่างๆ และหัวเมืองภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน ด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนการค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซียมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 62 ของการค้าชายแดนทั้งหมดในปัจจุบัน หากแต่การค้าชายแดนกับประเทศเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ก็ดูจะมีอัตราส่วนการขยายตัวที่มากกว่าประเทศมาเลเซีย กล่าวคือ ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา การขยายตัวเฉลี่ยของการค้าชายแดนกับประเทศเมียนมาร์อยู่ที่ราวร้อยละ 14.5 ประเทศลาวร้อยละ 22.7 และประเทศกัมพูชาร้อยละ 20.9 ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 12.1
การขยายตัวของการค้าชายแดนกับประเทศเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา นี้ดูจะมีแนวโน้มและอัตราส่วนการขยายตัวที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก อันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านประเทศทั้งสองมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงถึงประมาณร้อยละ 5 ถึง 7 ต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเมียนมาร์ที่ในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่มุ่งเน้นในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุน การผ่อนปรนทางการค้า และการยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ ได้เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่จะส่งผลต่อการขยายตัวของการค้าชายแดนให้ทะยานเพิ่มมากขึ้นไปอีก
สภาพทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ ของประเทศเพื่อนบ้านและเมืองชายแดนของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่กล่าวมานี้ ได้ส่งผลให้เมืองชายแดนและจังหวัดชายแดนกลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่บรรดานักลงทุนและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในส่วนกลางจับจ้องและแปรเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการยึดกุมการค้าในพื้นที่เหล่านี้มากยิ่งขึ้น
การรุกคืบของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย ที่เริ่มเปิดสาขาในเมืองชายแดนเพื่อยึดหัวหาดในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นเมืองชายแดนและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ได้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของพื้นที่เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะไม่แต่เพียงการขยายตัวของภูมิภาคจะส่งผลต่อการเติบโตของการใช้จ่ายของคนไทย หากแต่ฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้ที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ ยังได้เป็นพื้นฐานที่จะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจากประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีนที่จะไหลเวียนเข้ามายังเมืองชายแดนหรือจังหวัดชายแดน เช่นเดียวกับ เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนจากส่วนกลางหลายแห่ง ก็ได้เริ่มรุกคืบเข้ามายังพื้นที่ชายแดนมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกให้คนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งข้อจำกัดที่ให้คนไข้จากเพื่อนบ้านสามารถรักษาตัวได้ไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากชายแดนไทย ได้เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนด้านการแพทย์ในเมืองชายแดนโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ในฝั่งประเทศลาวและเมียนมาร์ยังไม่มีโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ได้คุณภาพมากนัก
อย่างไรก็ดี แม้สภาพทางเศรษฐกิจของเมืองชายแดนและจังหวัดชายแดนของไทยจะมีการขยายตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับสภาพเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา หากแต่ก็ยังต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคจำนวนหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาทางการค้าและเศรษฐกิจยังเติบโตไม่ได้เท่าที่ควรเป็น เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองชายแดนชั้นนำของภูมิภาค อย่างยะโฮ บารู เมืองชายแดนระหว่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีการพัฒนาอย่างครบถ้วนในแทบทุกด้าน
ข้อมูลจากหน่วยงานทางเศรษฐกิจและการค้า ทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งของไทย ได้ชี้ให้เห็นอุปสรรคจำนวนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน อาทิเช่น
หนึ่ง กฎระเบียบทางการค้าและการขนส่งสินค้า รวมถึงกฎระเบียบด้านการผ่านแดน ที่แม้จะลดขั้นตอนกว่าในอดีต หากแต่ก็ยังมีความซับซ้อนและส่งผลให้เกิดความล่าช้าอยู่
สอง ด่านถาวรยังมิได้มีการดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง อันเป็นข้อจำกัดสำคัญของทั้งการขนส่งและการเคลื่อนย้ายของผู้คน อันแตกต่างจากด่านวู้ดแลนด์ ระหว่างเมืองยะโฮ บารู กับสิงคโปร์ที่มีการดำเนินการตลอดทั้งวัน อันส่งผลให้การขนส่งสินค้าและการเคลื่อนย้ายของผู้คนเป็นไปได้โดยสะดวกและตรงเวลามากขึ้น
สาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมยังไม่รองรับหรือสนับสนุนการค้าชายแดนมากเท่าที่ควร อันเนื่องมาจากในอดีตที่ผ่านมาแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยกับเมืองชายแดนในฐานะจุดเชื่อมโยงทางการค้าและเศรษฐกิจ
และสี่ มุมมองต่อเมืองชายแดนที่เน้นความมั่นคง (จนเกินไป) ยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการวางแผนและนโยบายให้เหมาะสมกับการพัฒนาสภาพการค้าและการลงทุน
ในแง่นี้ จึงเป็นความท้าทายสำคัญของภาครัฐและเอกชนไทยในการผลักดันให้เมืองชายแดนให้มีการพัฒนาและเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กลายเป็นศูนย์กลางและจุดเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง และสามารถทำให้ผู้คนที่ไปเยือนเหล่านี้ไม่รู้สึกถึงความเป็นชายขอบหรือชายแดนอีกต่อไป






