คนของพรรคประชาธิปัตย์ บางคน เช่น คุณอลงกรณ์ พลบุตร เสนอว่า พรรคเก่าแก่พรรคนี้ จะต้อง ปฏิรูปใหญ่
จึงจะสามารถเรียกฟื้นศรัทธาประชาชน และชนะเลือกตั้งครั้งหน้าได้
คนของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการเห็นการ “ปฏิรูป” พรรคการเมืองนี้ แม้จะมีบ้างที่เห็นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและทิศทางพรรค แต่ก็ยังไม่ได้แสดงความเห็นออกมาให้ประจักษ์แก่สาธารณะ
บางคนบอกว่าการเมืองประเทศไทย กำลังจะกลายเป็นการเมืองสองพรรคใหญ่ เหมือนที่สหรัฐ มีพรรค Democrat กับ Republican
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว การเมืองไทยก็ไม่เหมือนใครเขา จะนิยามหรือกำหนดสูตรตายตัวไม่ได้ เพราะคนไทยเล่นการเมืองไม่เหมือนใคร ความแตกต่างของนโยบายเอาแน่ไม่ได้ บ่อยครั้งก็อยู่ที่ตัวบุคคลและผลประโยชน์ในจังหวะนั้นๆ
การเมืองไทย ไม่ได้ต่อสู้และแข่งขันกันเรื่องนโยบาย เหมือนพรรคใหญ่สองพรรคของสหรัฐ
พอจะเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ก็หันไปเล่นเกม (มัก) ง่ายๆ นั่นคือ เอาภาษีประชาชนมาลดแลกแจกแถม ลงท้ายก็เล่น “ประชานิยม” เพื่อจะหาคะแนนเสียง มากกว่าการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชน เพื่อให้เจ้าของประเทศเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของชาติอย่างแท้จริง
คุณอลงกรณ์ บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ต้อง "ปฏิรูป 3 ส่วน" คือ โครงสร้างและระบบบริหารจัดการสาขาพรรคทั่วประเทศ ปฏิรูปการบริหารพรรคและปฏิรูปบุคลากรในพรรคทุกระดับ
และบอกด้วยว่าที่สำคัญ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องแยกแยะเรื่องการบริหารออกจากเรื่องการเมือง เพราะทุกวันนี้ประชาชนเบื่อความขัดแย้ง เพราะหากหมกมุ่นอยู่กับการเมืองมากเกินไป จะกลายเป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์
และเสริมว่า
“พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเปิดกว้าง คนที่มีอยู่ ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรี หรือผู้บริหารพรรคจะต้องวางบุคลากรให้ถูกที่ถูกทาง จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ ให้ทันสมัย...”
คนติดตามการเมืองไทย คงจะเห็นปัญหาของพรรคเก่าแก่แห่งนี้มานานพอสมควร เพราะมีโครงสร้างการบริหารที่เทอะทะ และ “เลือดใหม่” ไม่สามารถจะแสดงบทบาทนำความเปลี่ยนแปลงได้...ที่น่าสนใจคือ “เลือดเก่า” อย่างอดีตหัวหน้าพรรค คุณพิชัย รัตตกุล นี่แหละ ที่เป็นคนคอยส่งเสียงเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลง ขณะที่ "เลือดกลางเก่ากลางใหม่" ที่บริหารพรรคขณะนี้ยังติด “กับดัก” ของการ “เล่นการเมือง” จนลืม “บริหารการเมือง” เพื่อสร้างประสิทธิภาพและสร้างความหวังใหม่ๆ ให้กับคนไทยที่ท้อแท้และสิ้นหวัง
พรรคเพื่อไทย ก็มีปัญหาของพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นพรรคที่มี “เจ้าของ” คนเดียว และความหวังที่จะสร้างพรรคที่เป็นฐานรากของประชาชนอย่างจริงจัง ก็ยังมองไม่เห็น เพราะหากว่าไม่ใช่ คุณทักษิณ ชินวัตร แล้ว พรรคนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในพรรคกับขบวนการคนเสื้อแดงบางกลุ่มนั้น มีผลต่อนโยบายและทิศทางของพรรคอย่างไร ก็ไม่มีใครรู้
ผมจึงไม่เชื่อว่าประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่จะมีสองพรรคใหญ่ เพราะโอกาสที่พรรคใหญ่พังสลายหรือหมดความหมาย เพราะประชาชนหมดศรัทธาก็ยังมีอยู่
ประเทศไทย ยังต้องการมีพรรคการเมือง ที่พยายามเป็นตัวแทนผลประโยชน์ส่วนรวมอยู่ เพียงแต่ “คนดีคนเก่ง” ไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเท่านั้น
พรรคการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพียงการรวมตัวของ “กลุ่มก้อน” ของนักการเมืองที่มีเงินและบารมี โดยไม่เกี่ยวกับนโยบายการบริหารประเทศ ให้เดินไปทางใดทางหนึ่งเพื่อเปิดเป็น “ทางเลือก” ให้เห็นว่าเส้นทางอนาคต ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างของพรรคประชาธิปัตย์ หรือของพรรคเพื่อไทย เท่านั้น
ผมเห็นความจำเป็น ที่ ประเทศไทย จะต้องมี “พรรคการเมือง” ในความหมายการเมืองที่ทันกับความเปลี่ยนแปลง และวิธีคิดแนวใหม่ ที่สองพรรคใหญ่ปัจจุบันไม่มีความตั้งใจ มุ่งมั่น หรือทิศทางที่จะทำ เพราะมีความ “หมกมุ่น” อยู่กับบางเรื่อง บางคน จนไม่สามารถจะหลุดจาก “กับดัก” ของตัวเองได้
สำหรับคนไทยรุ่นใหม่ ที่มองไปยัง “ประเทศไทย 2020” อย่างจริงจัง ต้องมองหาวิธีการที่จะเห็นการก่อเกิดของ “พรรคที่สาม” อย่างขะมักเขม้น...แล้วครับ






