"เห็นข่าวความเคลื่อนไหว ธ.ก.ส.สั่งสาขาชะลอจ่ายเงินจำนำข้าว และกระทรวงการคลัง จำใจอาจต้องเปิดกรุ เงินคงคลัง 3 หมื่นล้านบาท
เพื่อชดเชยโครงการรถคันแรก...ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าและหดหู่สำหรับประเทศไทย"
หากเราตำหนิว่าสหรัฐอเมริกา ดำเนินนโยบายการเงินแบบ"ไม่รับผิดชอบ" ปั๊มเงินออกมาเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ ผลักภาระความเดือดร้อนให้ประเทศอื่นๆ ร่วมรับผิดชอบแล้ว...กรณีของรัฐบาลไทยก็ไม่แตกต่างกัน
คลอดนโยบายประชานิยม...นักการเมืองประสบความสำเร็จจากผลเลือกตั้ง ณ วันนี้ ... ขณะที่ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับหนี้ไปถึงรุ่นลูกหลานในอนาคต
ประชานิยม...คือนโยบายทางรัฐศาสตร์มากกว่าที่จะเรื่องว่าเป็น"นโยบายเศรษฐกิจ"...เพราะนโยบายที่ออกมานอกจากไม่ส่งผลทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังมีแนวโน้มทำลายด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้...การทำลายอุตสาหกรรมและทำลายกลไกการตลาด
ประชานิยม...จึงส่งผลดีเฉพาะทางการเมือง
ที่น่าเศร้าใจไปกว่านั้น...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่มี"ทีท่า"และ"สำนึกผิด" กับหายนะด้านการคลังของชาติ
ปรากฏการณ์ที่ ธ.ก.ส. ได้มีคำสั่งไปยังสาขาของธนาคารทั่วประเทศ ให้ชะลอทำสัญญาและรับใบประทวนจากเกษตรกร ในโครงการ"รับจำนำข้าว"อันเนื่องมาจากการ"ขาดสภาพคล่อง" ดังนั้น ไม่แปลกที่ ธ.ก.ส."ป้องกันตัวเองไว้ก่อน" รอมติครม.อนุมัติ จึงจะจ่ายเงินได้
ทางออกของเรื่องนี้...คือต้องยกเลิก"โครงการจำนำข้าว"ที่สูงกว่าตลาด(ทุกเมล็ด)
โครงการ"รถคันแรก"....นี้คือเรื่องเศร้าและหดหู่ครั้งใหญ่สำหรับประเทศนี้
กระทรวงการคลัง "เงินไม่พอ"สำหรับจ่ายคืนให้กับผู้ได้สิทธิรถคันแรก...ทางออกคิดแบบง่ายๆ...เปิดกรุ!เงินคงคลังออกมาใช้ 3 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันเงินคงคลังประมาณ2-3 แสนล้านบาท
จริงอยู่อาจจะไม่ง่ายในเชิงกฎหมาย...ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 ที่ค่อนข้างเข้มงวดในการดึงเงินออกมาใช้ แต่อาจจะเข้าข่ายได้หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน!!
คำถามจึงอยู่ที่ว่า..."จำเป็นแค่ไหน ที่ต้องนำเงินก้นถุงของชาติ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของประชาชนทุกคน เบิกออกมาเพื่ออุ้มคนซื้อรถคันแรก 1.25 ล้านคัน"
ทำได้หรือไม่ในเชิงกฎหมายก็อีกเรื่อง...แต่คนที่คิดจะหาช่องทางดึงเงินคงคลังออกมาใช้เพื่อรถคันแรก ถือว่า"รับใช้การเมือง มากกว่าจะรับใช้ประเทศชาติ"
เพราะหากโครงการรถคันแรก มีปัญหาเงินไม่พอจ่ายในงบประมาณนี้..ทางออก"ชะลอออกไปก่อน"
ย้อนรอยปัญหาให้เห็นกันสักหน่อย...เดิมกระทรวงการคลัง ตั้งงบประมาณโครงการรถคันแรกไว้ 7,250 ล้านบาท ภายใต้สมมุติฐานมีคนมาใช้สิทธิไม่เกิน 5 แสนราย
แต่ผลดีเกินคาดผู้ใช้สิทธิรถคันแรกมีทั้งหมด 1.25 ล้านคัน คิดเป็นเงินต้องจ่ายคืน 9.1 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงเม.ย.นี้มีภาระต้องจ่ายจริง 38,000 ล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้จ่ายเงินให้กับผู้ใช้สิทธิ์แล้วจำนวน 99,269 ราย เป็นเงินรวม 6,889 ล้านบาท จึงเหลือเงินที่ตั้งไว้เดิมเพียง 361 ล้านบาทเท่านั้น!!
ขอเถอะ...หากโครงการไหน ต้องเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่อง หรือส่อที่เสี่ยงก่อหนี้มหาศาลในอนาคต...ยกเลิกโครงการ จะเป็นทางออกที่ถูกทาง มากกว่าที่จะดันทะลุ เพียงแค่ปกป้องผลประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่เศรษฐกิจหายนะ...คลังถังแตก!!!






