องค์กรการกุศลเพื่อการอ่านออกเขียนได้ของสหราชอาณาจักรหรือ National Literacy Trust ได้เปิดเผยว่า ผลจากงานวิจัยพบว่าความสำเร็จในชีวิต
กับการที่เด็กมีหนังสือเป็นของตัวเองนั้นมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน มากไปกว่านั้นสถิติจากองค์กรนี้ยังพบว่าเด็กเพียงแค่ 1 คนใน 3 คนเท่านั้นที่มีหนังสือเป็นของตัวเอง และแค่ครึ่งหนึ่งที่รู้สึกสนุกกับการอ่านหนังสือ สถิตินี้ยังไม่สะเทือนใจดิฉันเท่ากับสถิติของประเทศไทยเมื่อพบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเพียงปีละแค่ 2 เล่ม ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ เขาอ่านหนังสือกันประมาณ 40-50 เล่มต่อคนต่อปี หรือประเทศคู่แข่งของไทยอย่างเวียดนามเขาก็อ่านหนังสือกันมากถึง 60 เล่มต่อปี (สถิติรายงานโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำรวจข้อมูลจากในกรุงเทพมหานครและตัวเมืองใหญ่)
สถิติเหล่านี้ได้สร้างกระแสให้สังคมวิตกถึงการขาดการพัฒนาทรัพยากรอันมีค่าที่สุดของสังคม นั่นก็คือ “สมอง” และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆ องค์กรต้องออกมาร่วมรณรงค์ในเรื่องของการอ่านกันมากขึ้น เช่น ที่สหราชอาณาจักร ได้มีบริษัทเอกชน อย่างเช่น McDonald’s ได้เริ่มแคมเปญการแจกหนังสือสำหรับเด็กฟรีสำหรับผู้ที่ซื้อ Happy Meals ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นจำนวนกว่า 9 ล้านเล่ม หลังจากผลตอบรับที่ดี ในปีนี้ McDonald’s จึงได้ขยายโครงการนี้อีกโดยเพิ่มจำนวนหนังสือจากเดิมเป็นมากถึง 15 ล้านเล่ม โดยแจกทั้งหนังสือนิยายและที่ไม่ใช่นิยาย เนื้อเรื่องก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและง่ายต่อความเข้าใจของเด็กๆ ในซีรี่ส์ Amazing World ตัวอย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับดวงดาวกับดาวเคราะห์ แมวกับท้องทะเล เป็นต้น ดิฉันรู้สึกชื่นชมในอุดมการณ์ที่ McDonald’s ต้องการคืนกำไรสู่สังคมเช่นนี้เป็นอย่างมาก เพราะการที่เราปลูกฝังนิสัยรักการอ่านกันตั้งแต่เด็กๆ นั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะการสร้างนิสัยรักการอ่านควรต้องเริ่มกันตั้งแต่เยาว์วัย
ในต่างประเทศมีการรณรงค์ให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกๆ ฟังตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะเข้าเรียนเสียอีก เพราะมีงานวิจัยมากมายที่สรุปให้เห็นถึงประโยชน์ของการอ่าน โดยเฉพาะการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กๆ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Dr. Shirley Russ จาก University of California at Los Angeles และคณะ ได้สรุปว่า การอ่านให้เด็กฟังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถทางภาษาและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กก่อนเข้าโรงเรียน (Reading Across the Nation: A Chartbook ปี ค.ศ. 2007) อันที่จริงแล้วการที่เด็กๆ ได้ซึมซับนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาว์วัยนั้น ไม่เพียงแต่จะคงไว้ซึ่งนิสัยรักการอ่านหนังสือไปตลอดชีวิต แต่ยังสามารถปรับปรุงการสื่อสารโดยการถามคำถามต่างๆ จากเนื้อเรื่องในหนังสือ คิดอย่างมีเหตุมีผล พัฒนาการออกเสียงจากการได้ฟังคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟัง มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และจะส่งผลที่ดีเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้เนื้อหาของหนังสือเด็กก็มักจะแฝงไปด้วยความรู้ใหม่ให้เด็กๆ อีกด้วย และที่สำคัญไม่แพ้การพัฒนาสมองของเด็กก็คือ การที่คุณลูกๆ ได้นั่งอยู่บนตักของคุณพ่อคุณแม่ขณะที่กำลังฟังเรื่องราวในหนังสือไปด้วย สิ่งนี้เป็นการสร้างความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน ที่จะยั่งยืนภายในครอบครัวเป็นอย่างดีอีกด้วย
สำหรับท่านที่อาจพลาดโอกาสในการอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ วันนี้ก็ยังไม่สายนะคะ เริ่มกันได้ไม่ว่าจะเริ่มจากหนังสือพิมพ์ดีๆ อย่างกรุงเทพธุรกิจ หรือหนังสือเล่มเล็กๆ กันก่อน และพยายามหาประเภทที่ถูกจริตของท่านจะได้ไม่เบื่อไปเสียก่อน อย่างเช่น บางท่านชอบทำอาหาร อาจอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำอาหาร ที่มีภาพอาหารประกอบเพื่อหลอกล่อต่อมน้ำลายกันเล่นๆ บางท่านชอบเล่นหุ้น ก็มีตำราจากกูรูมาแบ่งปันประสบการณ์และหลักการการสร้าง portfolio กันเพียบ หรือบางท่านชอบดูละครก็อาจลองเอาหนังสือนิยายมาอ่านดูนะคะ
หลายๆ ครั้งหนังสือนิยายก็ช่วยนำตัวเราออกจากโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อไปพักผ่อนในโลกของนิยาย และที่สำคัญหลายๆ ครั้งดิฉันว่าการได้อ่านนิยายนั้นช่วยให้เรามีจินตนาการสูงมากกว่าการดูละครเสียอีก เพราะเราสามารถจินตนาการหน้าตาของนางเอกพระเอก รวมถึงเราสามารถเลือกฉากต่างๆ เองได้โดยไม่ถูกผู้จัดละครมาจำกัดจินตนาการของเรา หรือบางคนอย่างเช่นดิฉัน จะชอบอ่านชีวประวัติของท่านอื่นๆ เพื่อที่จะนำเอาเคล็ดลับต่างๆ ของท่านเหล่านั้น มาปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น (หรือจริงๆ แล้วอาจเป็นนิสัยอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นก็ไม่ทราบได้) ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตาม ดิฉันขอยืนยันว่าคุณจะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสมอง คุณจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น จินตนาการจะบรรเจิด คุณจะมองโลกกว้างขึ้น มองโลกได้หลายแง่มุมขึ้น จะมีการพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้คุณจะยังมีเรื่องไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงสนทนาได้มากขึ้น เป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตัวคุณอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย และเชื่อสิคะว่า ในที่สุดแล้วคุณก็จะติดการอ่านหนังสือมากยิ่งกว่าติดละครเสียอีก
ดิฉันหวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มศักยภาพทางสมองกันนะคะ อันที่จริงช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกท่าน เพราะเทศกาลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 กำลังจะมาเยือน อีกครั้งในวันที่ 29 มีนาคม - 8 เมษายน ที่จะถึงนี้ คุณผู้อ่านเริ่มอยากลองไปเดินหาหนังสือดีๆ มาอ่านกันสักเล่มสองเล่มหรือยังคะ และถ้าคุณมีโอกาสดิฉันขอรณรงค์ให้ร่วมบริจาคหนังสือกับเด็กผู้ยากไร้หรือโรงเรียนและห้องสมุดที่ขาดแคลนหนังสือกันนะคะ เรามาร่วมกัน สร้างสรรค์สังคมการเรียนรู้ด้วยหนังสือกันเถอะค่ะ เพราะวิทยาทานเป็นทานอันประเสริฐอย่างยิ่งค่ะ
ทั้งนี้ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่าน Column Push the Limit ท่านหนึ่ง ภายใต้ account Tweeter @TheReaderThai ที่กรุณาส่งข้อมูลโครงการแจกหนังสือฟรีของ McDonald’s มาให้ และกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความในครั้งนี้






