ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้คงหนีไม่พ้น การออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2ล้านล้านบาท
เพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของประเทศ ซึ่งดูเหมือนจะมีข้อถกเถียงทั้งในเรื่องของการก่อหนี้สาธารณะและการใช้หนี้ยาวถึง 50 ปี ซึ่งคงต้องแยกประเด็นถกเถียงกันเป็นเรื่องๆ เช่นการกู้เงินแบบไหนถึงจะเหมาะสมควรจะออกเป็นพ.ร.บ.หรือวิธีแบบไหนที่ตรวจสอบการคอร์รัปชันได้ดีที่สุด
ส่วนอีกประเด็นต้องยอมรับว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้เลย จึงต้องถกเถียงเช่นกันว่าถึงเวลาที่จะปฏิรูประบบขนส่งมวลชนไทยหรือยังเพราะยุทธศาสตร์ของการกู้เงินครั้งนี้เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ภายในประเทศและเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน
คงต้องยอมรับนับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 พัฒนาระบบรถไฟไทยจนถึงปัจจุบันระบบรถไฟไทยยังย้ำอยู่กับที่จึงถึงเวลาที่ต้องพัฒนาแล้วหรือยัง
เพราะฉะนั้นเราจึงเดินมาสู่คำถามที่ต้องร่วมกับพิเคราะห์และแยกกันเป็นประเด็นๆ ระหว่างการกู้อย่างไร และกู้แบบไหนที่จะเหมาะสมซึ่งต้องแยกกับความจำเป็นในพิจารณาในเรื่องของการพัฒนาประเทศ โดยเท่าที่รับฟังดูเหมือนว่า หลายฝ่ายยอมรับว่าประเทศต้องพัฒนาไปข้างหน้า แต่ยังหวั่นเกรงปัญหาการกู้เงินที่จะก่อหนี้สาธารณะจนสร้างปัญหาเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป หรือประเทศอื่นๆ ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่
ประเด็นที่ต้องถกเถียงกันในวันนี้จึงไม่ใช่การคัดค้านการเดินหน้าแต่จะทำอย่างไรให้การเดินหน้าอย่างรอบคอบระมัดระวังรวมทั้งการสร้างกลไกการตรวจสอบคอร์รัปชันได้อย่างไร เพราะนั่นหมายถึงการยกระดับคนในสังคมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
เช่นเดียวกับการประมูลโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทที่ต้องยอมรับว่าประเทศต้องลงทุนด้านนี้เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเรามองเรื่องการลงทุนการจัดการน้ำเป็นเพียงเรื่องของหน่วยงานจัดการน้ำเช่นกรมชลประทาน หรือ กรมทรัพยากรน้ำ แต่ไม่เคยยกระดับการแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องระดับชาติเลย
เช่นเดียวกับการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เราจะตรวจสอบและหาชุดความคิดที่เหมาะสมในการจัดการได้อย่างไรเพราะแม้รัฐบาลจะพยายามรอบคอบด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการน้ำหรือ กยน. ซึ่งได้ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญน้ำทั่วประเทศ
แต่ก็เป็นการระดมความเห็นที่มีเสียงบ่นตามหลังว่าร่างยุทธศาสตร์ไปแล้วไม่ได้ทำตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทำให้การกำหนดร่างทีโออาร์น้ำอาจจะมีช่องโหว่และที่สุดประเทศอาจเสียประโยชน์ในระยะยาว
ต่างๆ เหล่านี้ เป็นประเด็นที่ดูเหมือนว่าท่ามกลางคมขัดแย้งทางความคิดเห็นทางการเมืองผู้เขียนจึงอยากให้ผู้คนในสังคมรวมกันเข้ามาตรวจสอบประเด็นต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ปราศจากอารมณ์ถึงความต้องการพัฒนาประเทศ
และการกู้เงินเราควรจะแบ่งประเด็นพิจารณาและตรวจสอบ ซึ่งที่สุดแล้วอยากให้ประเด็นต่างๆ ที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ส่งตรงไปยังผู้บริหารประเทศให้รับฟังเพื่อให้ประโยชน์ทั้งหมดตกไปยังประเทศได้อย่างแท้จริง... โดยทั้งหมดทั้งปวงอยากให้ผู้บริหารประเทศเปิดหูให้กว้างเพื่อรับฟังความเห็นเหล่านั้นด้วย






