ถึงคราสิงคโปร์เผชิญปัญหาจากโลกาภิวัตน์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่เปิดรับกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมากที่สุดประเทศหนึ่ง ทั้งการเปิดเสรีด้านการค้า บริการ การลงทุน หรือแม้แต่แรงงาน
จนทำให้ประเทศเกาะเล็กๆ แห่งนี้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีศักยภาพในการแข่งขันระหว่างประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสิงคโปร์มีเป้าหมายยาวไกลกว่าเพียงการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนหากแต่มุ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลกกระนั้นก็ตาม ในขณะนี้สิงคโปร์กำลังเผชิญปัญหาจากโลกาภิวัตน์เข้าบ้างแล้ว
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรุดหน้าของสิงคโปร์ ได้ดึงดูดแรงงานต่างชาติให้เข้ามาทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนอกจากแรงงานระดับล่างที่ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างชาติจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และจากหลายประเทศในเอเชียใต้แล้วสำหรับแรงงานระดับสูงก็มีการจ้างชาวตะวันตกจำนวนมาก นอกจากนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีแรงงานชาวจีนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้งแรงงานระดับล่าง กลาง และสูง
การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติเช่นนี้ เริ่มทำให้ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งไม่พอใจเริ่มจากความแออัดในระบบขนส่งมวลชน ที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ และที่สำคัญแรงงานต่างชาติเริ่มเข้ามาแย่งอาชีพ แย่งงานที่ควรจะเป็นของชาวสิงคโปร์ไปเริ่มจากแรงงานระดับสูงพวกผู้บริหารหรือนักวิชาชีพต่างๆ สืบเนื่องจากทัศนะคติที่ว่าหากองค์กรมีฝรั่งผิวขาว จะเป็นการช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ ทำให้บริษัทหรือมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์เน้นจ้างฝรั่งไว้ก่อนอันเป็นการลดโอกาสของคนสิงคโปร์ลง ยิ่งซีกโลกตะวันตกมีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่สู้ดี ก็ยิ่งดึงดูดให้ชาวตะวันตกเข้ามาหางานทำในสิงคโปร์มากขึ้นไปอีก สำหรับแรงงานระดับกลาง อาทิ หัวหน้างาน ก็มักต้องจ้างคนชาติเดียวกับแรงงานระดับล่างในที่ทำงานนั้น เพราะจะสื่อสารกันรู้เรื่องกว่า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน แม้แต่แรงงานทั่วไป มีกรณีหนึ่งน่าสนใจ คือ สตรีสูงวัยชาวสิงคโปร์ ที่ต้องการทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟที่อยู่ใต้คอนโดของตัวเอง ทว่าทางร้านกลับไปจ้างสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่แทนนัยว่านอกจากค่าจ้างจะถูกกว่าแล้ว ยังอาจดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าด้วย
สำหรับแรงงานอพยพจากแผ่นดินใหญ่ ถือว่ามีภาพลักษณ์ไม่ดีในสายตาชาวสิงคโปร์ ซึ่งมักมองว่าเป็นผู้สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย ทั้งการขับรถและกิริยามารยาทในสังคมต่างๆ เช่น ชาวจีนมักพูดกันด้วยเสียงอันดัง หรือการนั่งกับพื้นในรถไฟใต้ดิน เป็นต้น จนทำให้ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติลงโดยเร็ว ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์เอง ก็เคยออกมาตรการควบคุมปริมาณแรงงานต่างชาติเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว กระนั้นก็ดี ข้อเท็จจริงเชิงประชากรชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสิงคโปร์ต้องเผชิญกับทางเลือกสองทางที่สวนทางกัน ระหว่างการรักษาระดับความพึงพอใจของประชาชนกับการรักษาสมดุลของแรงงานต่างชาติ เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ
จำนวนแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้น สอดรับกับปัญหาที่สิงคโปร์กำลังเผชิญ นั่นคือ สังคมผู้สูงอายุ อันเนื่องมาจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดน้อยลง ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น ส่งเสริมงานแต่งงานอย่างเช่น โครงการ “Love Boat” ที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น กระนั้นก็ดี นโยบายต่างๆ กลับไม่ได้การตอบรับที่ดีเท่าใดนัก
เมื่อปลายปีที่แล้ว สำนักงานประชากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (National Population and Talent Division -NPTD) ได้เปิดเผยว่า ปัญหาประชากรสูงอายุของสิงคโปร์ จะทำให้ความต้องการแรงงานต่างชาติในภาคธุรกิจสาธารณสุขและภาคการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นจาก 13, 000 คน และ 250,000 คน ในปี 2011 เป็น 28,000 คน และ 300,000 คน ในปี 2030 ตัวเลขแรงงานการประมาณการข้างต้น ได้สร้างความกังวลให้กับชาวสิงคโปร์อย่างมาก
เมื่อปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์เพิ่งเผยแพร่เอกสารปกขาว (Population White Paper) โดยมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่เป้าหมายการเพิ่มจำนวนประชากรจาก 5.8 ล้านคน ไปสู่ 6.9 ล้านคน ในปี 2030 หรืออีกเพียง 17 ปีข้างหน้า โดยแบ่งเป็น เพิ่ม ผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residents) ปีละ 30,000 คน และเพิ่มพลเมืองใหม่ (new citizens) อีกปีละ 15,000-25,000 คนโดยคาดการณ์กันว่า ในปี 2030 ประเทศสิงคโปร์จะมีจำนวนชาวต่างชาติกว่าร้อยละ 45 ของประชากรสิงคโปร์ดั้งเดิมทั้งหมด
แม้จะมีหลักเกณฑ์ในการรับคนเข้ามาเป็นพลเมืองใหม่ ทว่าแผนการดังกล่าวในเอกสารปกขาว กลับทวีความไม่พอใจในหมู่ประชาชนขึ้นไปอีก ไม่นับว่า หากต้องการให้แผนงานดังกล่าวเป็นจริง รัฐบาลสิงคโปร์จะต้องถมทะเลเพิ่มพื้นที่ประเทศ สร้างที่อยู่อาศัย สร้างระบบขนส่งสาธารณะ ปรับแผนยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขและสวัสดิการขนานใหญ่ เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ล่าสุด ประชาชนสิงคโปร์กว่าพันคน ได้ออกมาประท้วงต่อต้านนโยบายรับคนเข้าเมืองที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ และแสดงจุดยืนต่อต้านเป้าหมายของเอกสารปกขาวที่จะทำให้จำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัว พวกเขาร่วมกันชูป้ายที่มีข้อความว่า “We are not your sheeple!” เพื่อบอกแก่รัฐบาลว่า พวกเราไม่ใช่แกะ ไม่ใช่คนเชื่องๆ ที่ทำตามสิ่งที่รัฐบาลสั่งให้ทำอีกต่อไปแล้วแต่ก่อน เราแทบไม่เคยเห็นการประท้วงในสิงคโปร์ ฉะนั้น การรวมตัวของคนกว่าพันคนจึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง ผู้จัดการชุมนุมครั้งนี้ได้เปิดเผยว่า พวกเขาได้ใช้สื่อออนไลน์ เพื่อชักชวนผู้คนให้ออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐบาล
การประท้วงที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่ปรากฏการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อพิจารณาถึงการที่พรรคกิจประชา (People Action Party - PAP) ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ได้สูญเสีย ส.ส. ในสภาถึง 6 ที่นั่งให้กับผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งก่อน และล่าสุดยังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมให้กับนางลี ลิ เหลียน (Lee Li Lian) ผู้สมัครหญิงวัยเพียง 34 ปี จากพรรคแรงงาน แสดงให้เห็นว่า พรรครัฐบาลเริ่มสูญเสียคะแนนนิยมลงไปเรื่อยๆ ดูเหมือนความกังวลและการต่อต้านแรงงานต่างชาติของประชาชนจะกลายเป็นสิ่งท้าทายต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของสิงคโปร์







