วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มคุณภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.นี้ สร้างความคึกคักให้เกิดประเด็นถกเถียงกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรื้อกฎกระทรวง พ.ศ.2518

ให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงได้ ไม่ต้องเกรียน และนักเรียนหญิง เลือกไว้ผมยาวได้ แต่ต้องรวบให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้โรงเรียนใช้ดุลยพินิจว่า นักเรียนโรงเรียนใดจะไว้ผมสั้น หรือผมยาว ผ่านไป 2 เดือนเศษก็มีประเด็นจะลดเวลาเรียนของนักเรียนลง จากข้อมูลที่ปรากฏว่า นักเรียนประถมของไทยเรียนประมาณ 1,000 ชั่วโมงต่อปี นักเรียนมัธยมเรียน 1,200 ชั่วโมงต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ นักเรียนไทยมีชั่วโมงเรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากนักเรียนประเทศแถบแอฟริกาที่เรียนกัน 1,400 ชั่วโมงต่อปี

ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้ว ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เรียนต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี และฮ่องกง ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาอย่างมากมีชั่วโมงเรียน 790 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ยูเนสโกกำหนดชั่วโมงเรียนของนักเรียนที่เหมาะสม 800 ชั่วโมงต่อปี เท่ากับประเทศไทยเรียนกันมากกว่ามาตรฐานโลก 200 - 400 ชั่วโมงต่อปี แต่ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า การเรียนในห้องเรียนเป็นเวลายาวนานกว่าประเทศอื่น จะเกิดสัมฤทธิผลทางการเรียนสูงกว่า นอกจากเรียนในห้องเรียนปกติเป็นเวลายาวนาน นักเรียนไทยยังต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชา หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเตรียมตัวสอบแข่งขันกับคนอื่นๆ เพราะหลายๆ ครั้ง การเรียนในห้องไม่ตอบโจทย์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาขั้นที่สูงขึ้น

นักเรียนไทย ต้องเข้าห้องเรียนเสริมตั้งแต่ชั้นอนุบาล เรียนวิชานอกเหนือจากวิชาการ เพื่อสร้างโอกาส เพิ่มทางเลือกให้ตัวเอง ทั้งๆ ที่พวกเขาควรจะมีเวลาพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย และเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัว เรียนเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น 24 ชั่วโมง แต่ผลลัพธ์ได้แค่ขนมจีบ ซาลาเปาไปรับประทานเพิ่ม ปัญหาไทยๆ ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม หากมีใครคิดเปลี่ยนแปลง ย่อมโดนกระแสต้านอย่างหนัก ถ้าไม่คิดอย่างรอบคอบรอบด้านมาก่อน จะเกิดความสำเร็จได้ยาก การจะลดเวลาเรียนในห้องเรียนลง เป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องคิดครบวงจรว่า ลดเวลาเรียนแล้ว ช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะมีกิจกรรมใดให้นักเรียนได้ทำ ไม่ใช่ปล่อยให้เข้าไปเล่นเกม หรือแชทกับใครต่อใคร ซึ่งอาจเป็นช่องทางนำภัยมาถึงตัวอย่างไม่ควรเกิด

พื้นที่ที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักเรียนต้องจัดเตรียม ซึ่งการจัดทำโครงการ 1 แทบเล็ต 1 นักเรียน ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดี ที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อทันต่อโลกภายนอก หากการจะใช้แทบเล็ตให้ได้ผล ผู้ใหญ่ต้องแนะนำการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ป้องกันภัยแฝงที่มากับโลกไซเบอร์

ขณะที่การไปดูงานต่างประเทศของข้าราชการ ซึ่งใช้เงินภาษีคราวละหลายล้านบาทต้องใช้เงินให้คุ้มค่า ไม่ใช่เป็นเงินโบนัสพิเศษ ทำงานมาได้ระยะหนึ่งต้องได้สิทธิ์ไปดูงานต่างประเทศ แต่พอถึงประเทศนั้นๆ กลับยกเลิกกำหนดนัดหมายดูงาน ขอให้ไกด์พาไปชอปปิงแทน และการดูงานควรดูครบวงจรเช่นกัน ไม่ใช่ดูผ่านๆ เห็นหน้าฉากที่เลิศหรู ผลลัพธ์ที่เลิศลอย แต่ระหว่างทาง กว่าจะก้าวสู่ความสำเร็จได้ ประเทศเหล่านั้นผ่านอะไรมาบ้าง

การปรับปรุงบทเรียน ปรับปรุงหลักสูตรที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และการนำไปใช้ได้จริงเป็นอย่างไร ต้องศึกษาอย่างจริงจัง แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ไม่ใช่ดูต้น ดูปลาย แต่ละเลยกระบวนการ แล้วนำมาใช้ซึ่งผลที่ได้จะออกมาหัวมงกุฎ ท้ายมังกร ก้าวไปข้างหน้าไม่ออก ขยับถอยไปข้างหลังก็ไม่ได้ เพิ่มคุณภาพคน ต้องเพิ่มตั้งแต่ผู้ใหญ่ ไปถึงเด็กๆ นักเรียน