วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โครงการ 2 ล้านล้าน สิ่งที่ต้องทำกับภาระแบกหนี้ 50 ปี

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ 19 มี.ค. 2556 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

เพื่อลงทุนระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณา ก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาต่อไป ซึ่งด้านหนึ่งเชื่อว่าทุกภาคส่วนต่างลงความเห็นตรงกันว่า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทย ต้องวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบราง ที่จะช่วยลดต้นทุนด้านขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่อีกด้านหนึ่งยังเป็นคำถาม และข้อสงสัยมากมาย

โดยเฉพาะในประเด็นความโปร่งใส ของโครงการที่หันมาใช้กระบวนการพิเศษ นอกเหนือจากกรอบงบประมาณปกติ ซึ่งนั้นหมายความว่า การตรวจสอบโครงการจะหละหลวม รัฐสภามีหน้าที่แค่ผ่านความเห็นชอบยกอำนาจให้กระทรวงการคลังกู้เงิน และให้อำนาจในการพิจารณารายละเอียดของโครงการ ซึ่งหากเป็นวิธีงบประมาณนั้น รัฐสภาและกรรมาธิการ สามารถของมาตรวจสองและแปรญัตติ ได้ ดังนั้นเมื่อเลือกที่จะใช้วิธีพิเศษ การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ต้องวางกรอบการทำงานให้มีความรัดกุม เพื่อให้ผู้เสียประชาชนผู้เสียภาษี มั่นใจได้ว่าเมื่อใช้วิธีการพิเศษแล้ว ความโปร่งใสต้องพิเศษมากกว่าปกติ ให้สมกับภาระ ที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.ระบุจะชำระหนี้หมดในระยะเวลา 50 ปี

ในแผนชำระหนี้ 50 ปีนั้น สบน.จะเสนอคณะรัฐมนตรี ให้เริ่มชำระหนี้คืนในปีที่ 11 ในอัตราไม่เกิน 2-3%ของวงเงินกู้หรือประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้หากมีเงินมากพอก็จะสามารถชำระหนี้ ได้หมดก่อน 50 ปี และสบน.ยังมั่นใจว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 50%ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ทั้งนี้หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 19 มี.ค.แล้ว ในวันที่ 20 มี.ค.รัฐบาล จะประสานงานกับวิปให้มีการบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ภายในวันที่ 27 - 28 มีนาคมที่จะถึงนี้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการในชั้นกรรมาธิการ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 60 วัน จากนั้นจะสามารถบรรจุร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งในสมัยประชุมวิสามัญในเดือน พ.ค.นี้

ทั้งนี้เป็นที่คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี 19 มี.ค. คมนาคม จะเสนอบัญชีแนบท้าย แยกออกให้เห็น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ประการแรก ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนน สู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำ วงเงิน 354,560 ล้านบาทเช่นดำเนินการรถไฟทางคู่ ท่าเรือน้ำลึก ยุทธศาสตร์ประการที่สอง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ในการเดินทางและขนส่ง ไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 1,042,376 ล้านบาท เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง และยุทธศาสตร์ ประการที่สาม พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว วงเงิน 593,801 ล้านบาท เช่นโครงการขยายช่องจราจร

เราเห็นว่าโครงการเมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท แม้ไม่ได้อยู่ในวิธีปกติของงบประมาณ แต่รัฐบาลต้องสร้างกลไกให้ภาคประชาชน เข้ามาตรวจสอบให้มากเป็นพิเศษ เพื่อให้การลงทุนครั้งสำคัญของชาติ เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับที่ประชาชนต้องแบกหนี้ไป 50 ปี เพราะหากการลงทุนครั้งนี้ล้มเหลว และเปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชันแล้ว การที่จะลงทุนครั้งสำคัญต่อไป อาจจะ มีปัญหาได้ ซึ่งนั้นเท่ากับการเสียโอกาสครั้งสำคัญ ขณะเดียวกันแม้สบน.จะประเมินว่าภาระหนี้ต่อจีดีพี ไม่น่าเกิน 50%นั้นอาจจะมองดีเกินไป เพราะนอกเหนือจากการภาระหนี้จากลงทุน 2 ล้านล้านบาทแล้ว รัฐบาลมีภาระหนี้ผ่านนโยบายประชานิยมอีกมากมาย

ดังนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ต้องพิจารณาภาระหนี้สาธารณะโดยรวมควบคู่กันไปด้วย เพราะนักวิชาการหลายท่านประเมินว่าโอกาสที่หนี้จะเกิน 60%ต่อจีดีพี เป็นไปได้สูง นอกจากนั้น แนวทางระดมทุน รัฐบาลใช้วิธีกระจาย 7 ปีซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะไม่กระทบต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยในระบบ ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญของโครงการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง