ถ้าอเมริกาสามารถใช้เครื่องบินไร้คนขับ ที่เรียกว่า Drone ปฏิบัติการจารกรรมทางอากาศ และตามไล่ล่าผู้ต้องสงสัยได้
ทำไมจีน จะทำบ้างไม่ได้?
และจีนก็เกือบจะทำอย่างนั้นแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะมีแผนจะส่ง Drone ที่ผลิตเองตามไล่ล่านักค้ายาเสพติดคนดัง “หน่อคำ” ที่กบดานอยู่ตรงสามเหลี่ยมทองคำ เพราะเชื่อว่าเป็นผู้สังหารหมู่เจ้าหน้าที่เรือชาวจีน 13 คน ในแม่น้ำโขงเมื่อเร็วๆ นี้
ข่าวชิ้นนี้ไม่ใช่เป็นการปล่อยข่าวจากตะวันตก หากแต่เป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่ต่อต้านยาเสพติดจีน ชื่อ “ยูจีน” ที่พูดกับหนังสือพิมพ์ Global Times ที่เป็นภาษาอังกฤษและสะท้อนความคิดอ่านของทางการจีน พอสมควร
ข่าวชิ้นนี้ทำให้ผมเห็นสัจธรรมว่า อีกไม่ช้าไม่นาน จีน ก็มีเหตุผลที่จะต้องมีเครื่องบินแบบ UAVs (Unmanned Aerial Vehicles) เพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ทางความมั่นคง และเศรษฐกิจของตนเองอย่างเป็นทางการ
และหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่ใช้ Drones เพื่อกิจกรรมทางความมั่นคงทางอากาศ หลังจากที่สหรัฐได้ใช้มันมาแล้วหลายปีดีดัก
คำว่า Drone แปลตรงตัวว่า “ผึ้งตัวผู้” ที่ทำเสียงหึ่งๆ บนอากาศ และเครื่องบินแบบไร้คนขับนี้ก็มีหน้าตาละม้ายผึ้ง ทำหน้าที่คล้ายกันเสียด้วย นั่นคือบินระยะต่ำเพื่อแสวงหาเป้าหมายที่ไม่ไกลจากพื้นดิน
สหรัฐ ใช้ Drone เพื่อถ่ายภาพ และ วีดิโอ หาข่าวกรองอีกทั้งยังสามารถใช้ชี้เป้าทางพื้นดินให้หน่วยปฏิบัติการอื่นโจมตีได้อีกด้วย
ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำปีของจีนที่ผ่านมาหลายปีนั้น ใครสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าบริษัทผู้ผลิตอาวุธจีนได้สามารถสร้างแม่แบบเครื่องบิน UAVs ที่มีหน้าตา โครงสร้าง และความสามารถด้านลาดตระเวนได้ไม่แพ้ของสหรัฐแล้ว
เมื่อประธานาธิบดี โอบามา ประกาศว่า นโยบายของเขา คือ การเคลื่อนย้ายกองกำลังทางทหาร โดยเฉพาะทางทะเลมาในเอเชียมากขึ้น ที่เรียกว่านโยบาย “Asia Pivot” แน่นอนว่าจีน จะต้องมองว่าสหรัฐ เตรียมมา “ปิดล้อม” ปักกิ่ง ในรูปแบบใหม่หรือไม่
การที่จีน พัฒนาเครื่องบินแบบ Drone จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครควรจะแปลกใจ และสหรัฐก็ไม่ควรจะต้องแตกตื่นถึงขั้นพยายามสกัดกั้นการพัฒนาของจีนในรูปแบบเดียวกันนี้
เพราะว่าเครื่องบินแบบไร้คนขับ คือ รูปแบบในการทำงานด้านความมั่นคงในอนาคต นอกจากจะมีความแข็งแรง และมีค่าใช้จ่ายต่ำแล้ว UAVs ก็ยังช่วยให้เจ้าของประเทศไม่ต้องส่งทหารเข้ารบ ซึ่งเสี่ยงกับการบาดเจ็บเสียชีวิตและกลายเป็นประเด็นการเมืองในประเทศ
อเมริกา ใช้ Drones ในการตามไล่ล่าศัตรูของตน เช่น Anwar al-Awlaki และ Abu Yahya al-Libi ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญสองคนขององค์กรอัลไกดา มาแล้ว
แต่จุดอ่อนของเครื่องบินไร้คนขับเช่นนี้ ก็ไม่ใช่จะไม่มี เพราะในหลายๆ จังหวะก็ขาดความแม่นยำ และได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินพลเรือนที่ไม่ใช่เป้าทางทหารมาแล้ว เพราะต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ไม่อาจจะแม่นยำหรือมีวิจารณญาณอย่างถูกต้องเหมือนมนุษย์ได้
วงการทหาร บอกว่า ไม่เพียงแต่สหรัฐกับจีน เท่านั้น ที่กำลังเร่งพัฒนา Drones เพื่อใช้กับกำลังทหารของตน แต่ รัสเซีย ยุโรป และ ตะวันออกกลาง บางประเทศก็กำลังค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างเครื่องบินไร้คนขับเช่นนี้สำหรับตนเองด้วยเช่นกัน
จีนเรียก Drones ของตัวเองด้วยคำย่อ ที่แปลว่า “มังกร” คือ “หลง” และพร้อมจะประกบกับ Drones ของสหรัฐรุ่นต่อรุ่นทีเดียว
เช่น CH-4 ของจีน เทียบรุ่นได้กับ Reaper ของสหรัฐ
Yilong (翼龙) ประกบ Predator มะกัน
และ Xianglong (翔龙) สามารถยืนเคียงข้าง Global Hawk ของอเมริกาได้เลยทีเดียว
วงการทหาร บอกว่า รัฐบาลจีนเริ่มเอาระบบเครื่องบินแบบ “ไร้คนขับ” มาแสดงครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน และทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินของทหารทุกหน่วยจะมีฝ่ายวิจัยเฉพาะเรื่องนี้อย่างเต็มรูปแบบ
ว่ากันว่า จีน สามารถออกแบบเครื่องบินแบบนี้ ถูกกว่าของสหรัฐและอิสราเอล ด้วยซ้ำ
นิตยสาร Wired ของสหรัฐ บอกว่า เครื่องบินไร้คนขับ รุ่น Wing Loong ที่มีความละม้ายกับ US Reaper นั้น มีสนนราคาที่ 1 ล้านดอลลาร์ (30 ล้านบาทโดยประมาณ) เท่านั้น ซึ่งในวงการทหารบอกว่าเป็นระดับราคาที่ต่ำมากๆ ถึงแม้ว่าจะยังประเมินประสิทธิภาพในภาคสนามจริงๆ ไม่ได้แน่ชัดนักก็ตาม
เพราะว่ารุ่น Reaper ของอเมริกา ราคาไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์ต่อลำ
จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่า จีน จะเริ่มผลิตเครื่องบินไร้คนขับ เพื่อส่งออกให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชียบางประเทศ
และหากว่า จีน เริ่มใช้ Drones เพื่อลาดตระเวนน่านฟ้าเหนือหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทกับญี่ปุ่น ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้
สิ่งที่จะตามมา ก็คือ ความตึงเครียดทางการเมืองที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้






