วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาต้องแยกทาง

ความขัดแย้งในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ในโอกาสประชุมใหญ่ประจำปี

โดยฝ่ายนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่าการจัดประชุมของอีกฝ่ายคือนายธนิต โสรัตน์ ที่มีการจัดประชุมสมาชิกนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายนายธนิต อ้างในฐานะเลขาธิการและรักษาการ ส.อ.ท.ได้ส่งหนังสือเชิญสมาชิกประชุมใหญ่ประจำปีในวันที่ 18 มี.ค.2556 ซึ่งวาระปลดนายพยุงศักดิ์ออกจากกรรมการ ส.อ.ท.ด้วย

ความขัดแย้งในส.อ.ท.ถือว่ายืดเยื้อยาวนานมาเกือบปี แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่ามีความชอบธรรมทั้งคู่ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการให้กลุ่มนายพยุงศักดิ์และนายธนิตหารือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ซึ่งการเจรจาขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทั้ง 2 ฝ่าย และที่ผ่านมาทั้ง 2 ฝ่าย ตั้งคณะกรรมการสานสัมพันธ์ขึ้นมา ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังต้องการให้หารือกัน และมีความพยายามที่จะหาทางให้คุยกันแต่มีบางกลุ่มพร้อมหารือแต่บางกลุ่มบอกว่าผ่านจุดที่จะหารือกันแล้ว

อันที่จริง ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายมาจากเรื่องใดนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการกล่าวถึงปัญหาการทุจริตภายในส.อ.ท.เอง รวมทั้งการเรียกร้องให้บางฝ่ายออกมารับผิดชอบที่เกิดขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว แม้จะมีการฟ้องร้องกัน แต่ก็เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในและในเรื่องของการบริหารภายใน โดยยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้แม้ดูไม่เกี่ยวกับประชาชนโดยทั่วไป แต่หากดูบทบาทของส.อ.ท.แล้ว ก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกับสังคมอย่างแยกไม่ออก

ที่ผ่านมา ส.อ.ท. ถือเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งในสังคมและเป็นกลุ่มที่มีบทบาทค่อนข้างมากในการเรียกร้องหรือค้านนโยบายของรัฐบาล หากเห็นว่านโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และหากพิจารณาจากสมาชิกของส.อ.ท.ทั่วประเทศ ก็จะเห็นว่ามีบทบาทอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากส.อ.ท.ดำเนินการอย่างโปร่งใสและอยู่ในกรอบกติกาแล้ว ก็จะถือว่าส.อ.ท.เป็นองค์กรที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคมโดยรวมได้ เพราะการดำเนินการของส.อ.ท.เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก

แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยาวนาน ทั้งๆ ที่มีความพยายามไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งจากภาครัฐและนักธุรกิจบางคนที่เป็นที่นับถือ แต่ก็ยังไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ความขัดแย้งยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จนทั้งสองกลุ่มไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งความขัดแย้งในขณะนี้ เราจินตนาการไม่ออกว่าทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร แม้มีการไกล่เกลี่ยให้ยังอยู่ภายในองค์กรเดียวกัน เพราะขณะนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือจนหมดสิ้นและยังไม่รู้ว่าจะกอบกู้มาได้อย่างไร

เราเห็นว่าหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และภาครัฐบาลก็ไม่มีท่าทีว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างไร เราเสนอว่าทั้งสองฝ่ายควรแยกออกมาตั้งกลุ่มต่างหาก และเราเชื่อว่าแนวโน้มต่อไปก็จะเป็นเช่นนั้น เพราะหากความขัดแย้งยังดำรงอยู่เช่นนี้ ก็จะส่งผลเสียต่อองค์กรภาคเอกชนโดยรวมได้ เมื่อแยกกลุ่มออกมา ทั้งสองกลุ่มก็สามารถทำงานเพื่อสังคมหรือที่เกี่ยวข้องกับสังคมได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็จะพิสูจน์เองว่ากลุ่มไหนที่เป็นปัญหา ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องแยกกลุ่มเสียที ดีกว่าปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป