วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เข็มทิศอุดมศึกษาไทย ภาค 2 : เมื่อมหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบ

การประท้วงคัดค้าน “มหาวิทยาลัยนอกระบบ” อันเกิดจากความกังวลว่าอุดมศึกษาจะ กลายเป็น “สินค้าราคาแพง”

เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะต้อง “หาเลี้ยงตัวเอง” จึงอาจจะใช้วิธี “ขึ้นค่า หน่วยกิต” และ “มุ่งหารายได้” มากกว่าที่จะ “มุ่งสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ” กลับมาอยู่ใน กระแสความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เมื่อ พ.ร.บ. นอกระบบของมหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่ง จ่อรอคิวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรของไทยในสมัยประชุมที่จะถึงนี้

การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยของรัฐถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทั้งระบบที่เรายังไม่เคยทำ ไม่แน่ใจว่าจะดีหรือไม่ดี ดังนั้นความต้องการที่จะให้มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนเดิม จึงถือ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประเด็นคือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่มีมา อย่างต่อเนื่องที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ดังนั้น เราจึงควรตั้งคำถามต่อการออกนอกระบบโดยใช้ “เหตุผล” มากกว่าใช้ “อารมณ์” และต้องไม่ ปล่อยให้ “ความไม่ชอบ” หรือ “ความกลัว” ที่ไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนมาครอบงำ


เราควรทำความเข้าใจร่วมกันในเรื่องการออกนอกระบบใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1. การออกนอกระบบ คือการเปลี่ยน “มหาวิทยาลัยของรัฐ” ให้กลายเป็น “มหาวิทยาลัยเอกชน” ใช่หรือไม่ ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในใจว่า “ไม่ใช่” เพราะร่างกฎหมายออกนอกระบบทำหน้าที่เปลี่ยนสถานะ “มหาวิทยาลัยของรัฐ” ไปสู่ “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ซึ่งแปลว่า รัฐไม่ได้ลอยแพมหาวิทยาลัยหรือเลิกรับผิดชอบต่อประชาชนแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม “รัฐยังมีหน้าที่ในการให้การศึกษาคุณภาพแก่ประชาชน” รัฐยังคงรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัยทั้งด้าน งบประมาณ และการกำกับดูแลด้านคุณภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่เปลี่ยนไปคือ “รูปแบบความสัมพันธ์” ระหว่างรัฐกับมหาวิทยาลัย ทั้งในด้าน “งบประมาณ” และ “การกำกับดูแล”

ในด้านงบประมาณรัฐจะสนับสนุนงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในรูปแบบเงินก้อน (block grant) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ เพิ่มความอิสระ คล่องตัว ในการจัดการซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยรวม นอกจากนี้รัฐยังสามารถใช้งบประมาณ ในการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยในการตอบสนองนโยบายการศึกษาของรัฐ ผ่านการจัดสรรงบประมาณเป็น 2 ส่วน คืองบประมาณพื้นฐานเพื่อการทำหน้าที่อุดมศึกษา (mission-based fund) ซึ่งจัดสรรให้กับมหาวิทยาลัยตามขอบเขตพันธกิจและจำนวนนักศึกษากับ งบประมาณส่วนเพิ่มสำหรับอุดมศึกษาที่มีผลงานดี (performance-based fund) ซึ่งจัดสรรเพิ่มเติม ให้กับมหาวิทยาลัยที่มีผลผลิตตามเป้าหมายของรัฐ หรือผ่านเกณฑ์ประเมินของรัฐในระดับดีทั้งนี้ระบบจัดสรรงบประมาณในรูปแบบนี้เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ปรากฏชัดเจนว่าส่งผลดีต่อพัฒนาการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยทั้งระบบ

ในด้านการกำกับดูแลรัฐจะให้อิสระในการดำเนินงานแก่มหาวิทยาลัยโดยมีหน่วยงานรัฐ ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลในด้านนโยบาย และการประเมินคุณภาพ โดยมีการประกาศผลประเมิน ให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยที่ ผลประเมินดังกล่าวก็จะส่งผลต่อทั้งงบประมาณที่มหาวิทยาลัย จะได้รับจากรัฐ และความนิยมของนักเรียน นายจ้าง และประชาชนที่มีต่อการเรียนการสอน บัณฑิต และผลิตผลทางวิชาการของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็จะทำให้มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การแข่งขันเพื่อคุณภาพและความเป็นเลิศในการดึงดูดงบประมาณ และการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสาธารณชนโดยทั่วไป

2. มหาวิทยาลัยนอกระบบจะมุ่งหารายได้และขึ้นค่าหน่วยกิตจนแพงเกินไปหรือไม่คำตอบคือ 2 เรื่องนี้ “ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง” การขึ้นค่าหน่วยกิตและการหารายได้ของมหาวิทยาลัย ก็มีให้เห็นโดยทั่วไปแม้จะยังไม่ออกนอกระบบ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปหลายแห่ง ก็ยังไม่เคยขึ้นค่าหน่วยกิต และไม่ได้มีกิจกรรมหารายได้เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

แหล่งงบประมาณของมหาวิทยาลัยไม่ได้มาจากค่าหน่วยกิตแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มา จากการวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การสร้างผลผลิตทางวิชาการรูปแบบต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยิ่งมหาวิทยาลัยทุ่มเทสร้างให้เกิดคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างชื่อเสียง และย้อนกลับมาเป็นสิ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนให้กับมหาวิทยาลัย มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากเราเชื่อใน “กลไกตลาด” ก็ต้องเชื่อว่า “หากมหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ” ใครจะจ่าย ใครจะมาเรียน ใครจะให้เงินสนับสนุน ถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่กินบุญเก่ามาโดยตลอด ก็อาจจะพ่ายแพ้แก่มหาวิทยาลัยเปิดใหม่ได้โดยง่าย หากไม่ใส่ใจคุณภาพ หากหวังแต่เพียงหารายได้ และขึ้นราคาค่าหน่วยกิตที่สำคัญ “คุณภาพของมหาวิทยาลัย” ตั้งแต่ทศวรรษนี้เป็นต้นไป จะเมินเฉยต่อการรับรอง มาตรฐานระดับนานาชาติจากองค์กรอิสระระหว่างประเทศไม่ได้ เพราะการได้รับรองมาตรฐานทางวิชาการระดับนานาชาติย่อมเป็นสัญญาณที่ทำให้สาธารณชน และองค์กรต่างๆ เชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษา บัณฑิต และผลผลิตทางวิชาการของมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่

การออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยไทย จึงไม่ใช่ประเด็นของการ “ออก” หรือ “ไม่ออก” หากแต่เป็น “ออกแล้วจะธำรงและต่อยยอดความเป็นเลิศทางวิชาการ” อย่างไรมากกว่า เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่มีมาอย่างต่อเนื่องที่จะผลักดัน ให้มหาวิทยาลัยของรัฐยกระดับความสามารถทางวิชาการผ่านความเป็นอิสระ และคล่องตัวในการจัดการ ทั้งด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และทิศทางการพัฒนาวิชาการเพื่อให้มหาวิทยาลัยของไทยที่ใช้เงินงบประมาณภาษีของประชาชนต้องมุ่งหน้าไปสู่มาตรฐานระดับโลกโดยไม่มีข้ออ้าง เรื่องข้อจำกัดความเป็นหน่วยงานราชการที่อุ้ยอ้าย ติดขัดด้วยกฎระเบียบล้าหลังสารพัดอีกต่อไป

ดังนั้น แทนที่จะมาร่วมกันประท้วงเรื่องการออกนอกระบบ เราควรจะมาร่วมกันประท้วงมหาวิทยาลัย และรัฐบาลในกรณีที่เราไม่สามารถผลักดันให้มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียน เอเชีย หรือโลกกันดีกว่า เพราะนั่นน่าจะเป็นเป้าหมาย และทิศทางที่พึงมุ่งไปของอุดมศึกษาไทยที่สาธารณชนควรให้ความสำคัญเป็นที่สุด