คณะกรรมการตัดสินรางวัลข่าวยอดเยี่ยมประจำปี๒๕๕๕ รางวัลอิสรา อมันตกุล ลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ ๘ เสียงและงดออกเสียง ๒ เสียง
ในการตัดสินให้ข่าว"ผ่ากระบวนการคอร์รัปชันจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์"จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้รับรางวัลนี้
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผลการตัดสินเสมือนเป็นการตอกย้ำ ให้เห็นว่ากระบวนการรับจำนำข้าวของรัฐบาล สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากและสังคมให้ความกังวลสนใจต่อปัญหานี้
นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นกระบวนการใช้เงินหลวงเพื่อหาคะแนนนิยมและมีการรั่วไหลในทุกขั้นตอน
แต่การตรวจสอบจากรัฐบาลกลับไม่พบเห็น และยังเดินหน้ากระบวนการจำนำอย่างต่อเนื่อง วันนี้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ได้มอบหมายให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่แทนมาโดยตลอด จะเรียกประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง เพื่อขอมติเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวนาปรังที่จะเข้าสู่ตลาดเดือนเม.ย.นี้
การประชุมวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนสาระของโครงการใด โดยยังประกาศรับจำนำข้าวขาว ๑.๕หมื่นบาทต่อตัน คาดว่าจะใช้เม็ดเงินในโครงการอีก ๑ แสนล้านบาท ในปริมาณข้าวที่จะเข้าสู่โครงการ ๗ ล้านตัน
แม้จะเดินหน้าแต่เริ่มมีอาการขาสั่นให้เห็นเมื่อ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ส่งเขาเข้าไปดูกระแสเงินสดหมุนเวียนในโครงการว่าพอหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าฐานะการเงินของโครงการย่ำแย่ ต้องดูแลเป็นพิเศษ จากที่บุญทรงดูแลโครงการทั้งหมด แถมยังยอมรับเป็นครั้งแรกจากคนในรัฐบาลว่าต้องขายข้าวขาดทุน
นิวัฒน์ธำรงบอกว่า การขายขาดทุนแล้วแต่มิติในการมอง จริงๆ โครงการช่วยเหลือชาวนาทั้งประกันราคาและการรับจำนำย่อมมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ แต่ต้องดูว่าวัตถุประสงค์ของโครงการคืออะไร ยกระดับรายได้ชาวนา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าทำได้ก็อาจมองว่าไม่ขาดทุน
จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในรัฐบาลยอมรับในส่วนนี้และบอกว่าไม่เสียหายมากกว่าการประกันรายได้แน่นอน
อยู่ในอาการจวนตัวเต็มทีและเริ่มหาทางลง ละล้าละลังในการเดินหน้า เพราะรับข้าวเข้ามาอย่างเดียวในราคาสูง โดยไม่มีการระบายออก แข่งกับคู่แข่งยากมีทางแค่ขายขาดทุนกับขาดทุนมหาศาลเท่านั้น
รัฐบาลไร้ความสามารถในการระบายข้าวรัฐต่อรัฐ ต้องอาศัยบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญในการค้าข้าวเท่านั้นจึงจะขายได้ แต่ที่ผ่านมาอาศัยเพียงบริษัทเอกชนที่ใกล้ชิดรายเดียวในการทำตลาด ผลก็คือขายไม่ได้ หรือได้เพียงเล็กน้อย
เอกชนรายนั้น เข้าไปจัดการกระบวนการข้าวทั้งหมดของรัฐ ขนข้าวหลวงออกจากโกดัง ดูแลบัญชีรับ-จ่ายข้าวหลวง โดยไม่มีต้นทุน มีแต่เรียกรับผลประโยชน์และแบ่งปันผลประโยชน์ในหมู่พวกเดียวกันเอง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ โรงสี เซอร์เวเยอส์ เจ้าของโกดัง ผู้ส่งออกบางราย นักการเมือง
กระทำการเป็นกระบวนการชัดเจน สมคบคิดกันเบียดบังเงินหลวง ตัวละครเหล่านี้ถึงทุกวันนี้ยังกระทำอยู่
เคยเตือนรัฐบาลและเปรียบเทียบเอาไว้ว่ากระบวนการทุจริตจำนำข้าวเหมือนวิ่งราวกลางวันใส่เสื้อแดง คือ ฉกชิงต่อหน้าแล้ววิ่งไป ใส่เสื้อแดงคือเห็นชัดเจน
ขอทบทวนใหม่เป็นปล้นกลางวันใส่เสื้อแดง เป็นการกระทำที่อุกอาจ ร่วมกระทำมากกว่า๓คนขึ้นไปโดยใช้กำลัง เห็นรูปพรรณ สัณฐานชัดเจน
นายกฯยิ่งลักษณ์ จะจับกระบวนการนี้มาลงโทษอย่างไร............






