ถ้าคนเราจำกัดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ เพียงพื้นที่เล็กๆ ในแบบที่ตัวเอง โดยละเลยส่วนรวม ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
ครั้งที่ผ่านมาได้สะท้อนมุมมอง และความคิดของคนรุ่นเก่ายุค Baby boomer และรุ่นเก่าแต่ยังไม่แก่อย่าง Generation X ที่กำลังนั่งบริหารองค์กรในสมัยนี้อยู่ ถึงความผสมผสานวิถีการทำงานที่อาจจะแตกต่างกันกับคนรุ่นใหม่ในยุค Gen Y และเตรียมรับมือกับเด็กยุค Gen I หรือ Gen Z ยุคที่ Internet เข้าไปสอดแทรกในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งการดำรงชีวิต การทำธุรกิจ และการสื่อสารสร้างสัมพันธ์แบบออนไลน์
มีผู้ใหญ่บางท่านบอกผมว่า เป็นยุคเรียกร้องสิทธิแบบไร้ตัวตน คือออกเสียงแต่ไม่ออกหน้า ซึ่งถือเป็นแนวทางการขับเคลื่อนสังคมแบบใหม่ที่น่าศึกษายิ่ง เพราะมองในแง่ผลดีก็มีพอสมควร แต่เมื่อมองในแง่ผลร้ายก็มากมายเช่นกัน ดังนั้นถ้าคนรุ่นใหม่เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ ใช้ประโยชน์ในทางที่สร้างสรรค์และเป็นคุณประโยชน์แล้ว ก็อาจจะพอวางใจได้
กรณีบางองค์กรที่ออกนโยบายสั่งห้ามใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างปฏิบัติงาน โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้โพสข้อความถึงกัน ทั้งนี้บางองค์กรกังวลถึงการรั่วไหลของข้อมูล บางองค์กรเห็นว่าพนักงานใช้เวลาไม่เหมาะสม เบียดบังเวลาการทำงาน บางองค์กรก็พบว่ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่นหรือแม้แต่ลูกค้าในทางที่อาจจะไม่ค่อยดี กลัวว่าจะลุกลามหรือเผยแพร่ออกไปจนเป็นผลสะท้อนในแง่ลบกลับมาได้ ทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่ใจในความตระหนักถึงความสำคัญของข้อความที่โพสต์ ซึ่งมีกรณีที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ เพราะเพียงแค่ขาดสติ คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ และขาดวิจารณญาณที่เพียงพอ ก็อาจจะทำอะไรไปแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กระนั้นก็มีประโยชน์และข้อดีอีกมาก ในฐานะที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในโลก
เมื่อกลับเข้ามาดูบริบทการจัดการองค์กรยุคใหม่ คนรุ่นเก่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนร่ายยาวถึงเหตุการณ์เล็กๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในองค์กรใดๆ ก็ตาม “แม้ว่าองค์กรต่างๆ จะพยายามสรรหาพนักงานใหม่ๆ ผ่านบททดสอบ การสัมภาษณ์ที่เข้มขัน หรือการจัดเป็นกิจกรรมเพื่อสังเกตพฤติกรรม (Open house หรือ Camp) ก่อนจะคัดเลือกคนที่ใช่ในที่สุด แม้ว่าจะมีระบบการฝึกอบรมพัฒนาดีเพียงใด หรือพยายามที่จะหล่อหลอมให้สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าบางคนยังย่ำอยู่กับความคิดแคบๆ ไม่ไกลไปจากแค่การคิดเล็กคิดน้อยถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยละเลยวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ หรือเป้าหมายใหญ่ขององค์กร”
ผู้บริหารรุ่นเก่าท่านนี้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากเพื่อนพนักงานและผู้บริหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หลายคนส่วนใหญ่มีความตระหนักและรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการมีองค์กรนี้ตั้งแต่ต้น แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป เวลาเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยนแปลง หลายคนออกไป หลายคนเข้ามาใหม่ หรืออาจเป็นความผิดของผู้บริหารที่ไม่ได้สื่อสารสร้างความตระหนักให้กับทุกคน”
สัจธรรมคือ ต่างคนต่างใจต่างความคิด ที่น่าเสียใจเมื่อได้ยินว่า “บางคนคิดไกลไปถึงขนาดเปรียบองค์กรว่าเห็นแต่ประโยชน์และกำไร ทุกคนจึงเรียกร้องสิทธิทุกอย่างที่คิดว่าตนเองพึงมีพึงได้ คิดถึงเงินเป็นตัวตั้ง จ้องจะเอาในทุกกรณี บางทีความไม่เข้าใจกันก็นำไปสู่การคิดร้าย ถึงขั้นกล่าวหาว่าองค์กรเอาเปรียบ ซึ่งก็คงพุ่งตรงมาที่ผู้บริหารในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและออกระเบียบต่างๆ ทั้งๆ ที่ผู้บริหารทุกยุคก็คือพนักงานไม่ต่างจากทุกคน ไม่ได้มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มีแต่จะช่วยกันคิดอ่านว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้องค์กรนี้ดำรงอยู่ได้ ในสภาวะที่ต้องอยู่รอดเป็นพื้นฐาน และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” แน่นอนคงปฎิเสธไม่ได้ว่าผู้บริหารที่เห็นแก่ตัว และเอาเปรียบลูกน้องก็คงมีเหมือนกัน
ผู้บริหารคนดังกล่าวสะท้อนบรรยากาศการทำงาน ที่หลายองค์กรพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่น ใกล้ชิดเหมือนพี่เหมือนน้อง จากคำพูดที่ว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นว่าผู้บริหารจะเรียกร้องอะไรจากพนักงานมากไปกว่าหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทุกคนพึงกระทำ ภารกิจอื่นใดนอกเหนือจากหน้าที่ประจำ ก็เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนควรที่จะเข้าร่วมตามกำลังความสามารถ และการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร บางคนยังทำหน้าที่ของตนเองไม่ครบถ้วนถูกต้องด้วยซ้ำ แต่ก็ได้รับโอกาสให้พัฒนาปรับปรุงเสมอมา ยังไม่เห็นมีใครได้รับโทษร้ายแรงจากงานที่บกพร่อง ยกเว้นแต่เรื่องทุจริตผิดระเบียบ”
สัญญาณอันตรายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะมาจากคนรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ก็ตามคือ “พนักงานบางคนคิดว่าตนแค่รับจ้างทำงานเพื่อเงิน ไม่มีความรักความผูกพันใดๆ กับองค์กร ไม่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมหรือกิจกรรมใดๆ นอกเหนือไปจากหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนเองคิดและกำหนดขึ้นเอง บางคนอาจจะไม่ถูกอกถูกใจในบางเรื่อง มีความคิดเห็นต่างจากผู้บริหารในบางอย่าง แต่ก็ไม่อยากจะให้พาลไปถึงกับแยกตัวเป็นอิสระ หรือถึงขั้นออกมาต่อต้านว่าร้ายผู้บริหาร เพราะนั่นอาจลุกลามกลายเป็นการทำร้ายองค์กรในที่สุด”
ความจริงแล้วทัศนคติและความคิดของแต่ละคน คงมิอาจมีใครล่วงรู้ได้ เพราะเพียงคำพูดดูดีก็มิอาจตัดสินได้ว่ามีความเชื่ออย่างที่พูดหรือไม่ แต่พฤติกรรมการแสดงออกทั้งระยะสั้น (เฉพาะเหตุการณ์) และระยะยาว (ทำซ้ำบ่อยๆ จนเป็นที่ประจักษ์และรับรู้โดยคนอื่นทั่วไป) ย่อมยืนยันความคิดความเชื่อของคนๆนั้นได้ดีที่สุด
ผมนั่งนึกสรุปบทสนทนาครั้งนี้ว่า ถ้าคนเราจำกัดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ เพียงพื้นที่เล็กๆในแบบที่ตัวเองคิด ทำเฉพาะสิ่งที่ตนเองชอบ ร่วมมือเฉพาะที่ตนเองได้ประโยชน์ โดยละเลยส่วนรวม ไม่ว่าจะอยู่ในสถาบันเล็กๆ อย่างครอบครัว โตขึ้นมาหน่อยคือองค์กรที่ตนเองอยู่ หรือใหญ่ถึงระดับประเทศชาติ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก และคิดว่า “ความเข้าใจ” เกิดขึ้นได้จากการ “พูดคุยอย่างเปิดเผย” โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น
ครั้งหน้าเรามาอ่านมุมมองและความคิดเห็นที่แตกต่างกันจากคนรุ่นใหม่กันบ้าง ขอย้ำนะครับว่านี่ไม่ใช่โพลหรือผลสำรวจความคิดเห็น คงไม่สามารถนำไปใช้เป็นบทสรุปแทนคนส่วนใหญ่ได้






