วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แปรวิกฤติ(ไฟดับ)เป็นโอกาส "วาระซ่อนเร้น"หรือ"วาระแห่งชาติ"

มองโลกในแง่ดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน"เฮียเพ้ง"พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เกิดอาการตื่นตกใจ

ในระดับตื่นตระหนักเกินกว่ารัฐมนตรีพลังงานคนก่อนๆ เมื่อได้"รับรู้"ว่าประเทศไทยกำลังจะเกิดความเสี่ยงถึงขั้น"ไฟดับ"ในช่วงวันที่ 5 เม.ย.เพียงแค่แหล่งก๊าซธรรมชาติ"ยานาดา"ของประเทศพม่าจะปิดซ่อมประมาณ 10 วัน

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลชุดเดิมๆที่รัฐมนตรีพลังงานคนก่อนๆได้เคยรับรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านพลังงานของประเทศคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่มีหน้าที่ผลิตไฟฟ้ากับบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)ที่เป็นคู่สัมปทานแหล่งก๊าซในพม่ากับอ่าวไทยทั้งหมด แต่ไม่เคยมีใครออกอาการ"เพ้งตื่นไฟ"แบบนี้มาก่อน

แม้จะดูมีพิรุธลับลมคมในให้"พวกรู้ทันทักษิณ"เกิดความสงสัยว่าจะมี"วาระซ่อนเร้น"ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนตามมาในแทบทุกเรื่อง ตามประสารัฐบาลพรรคเพื่อไทยของ"นายกรัฐมนตรีหญิงของเรา"ที่ยังต้องมีพี่ชายอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือน"กุนซือนอกทำเนียบ(นอกประเทศ)"เป็น Think Tank ขับเคลื่อนงานสำคัญๆของประเทศ

แต่ต้อง"ขอบคุณ"เฮียเพ้งแกอย่างมากที่สามารถทำให้"ข้อมูลสำคัญ"ด้านพลังงานของประเทศถุกยกระดับเป็น"วาระแห่งชาติ"มากกว่าจะเป็น"วาระกฟผ."ที่เคยให้ข้อมูลความเสี่ยงของประเทศไทยที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้ามากถึง 70 % มาช้านานแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจ-สนใจว่าประเทศของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นสูญเสีย"อิสรภาพพลังงาน"ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า,ลาว,มาเลเซียที่อาจจะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศได้

เพราะกฟผ.มักจะถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายอยากจะลงทุนสร้างเขื่อนพลังน้ำทำลายป่า เมื่อสร้างเขื่อนไม่ได้ก็จะมาให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีภาพลักษณ์ที่ยังลบไม่ออกว่าถ่านหินเป็นพลังงานสกปรกเถ้าถ่านหินจะทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติจะสูญเสียไปอย่างกลับคืนมาไม่ได้ แม้ว่ากฟผ.จะพยายามแสดงให้เห็นถึงการลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรโรงไฟฟ้าแม่เมาะแล้วจัดงานรื่นเริงประจำปีในช่วงเดือนพ.ย.เพื่อแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนแม่เมาะที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากยอมรับความจริงว่าสภาพแวดล้อมบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่เป็นโรงงานถ่านหินเก่าแก่ของประเทศที่อยู่ในจังหวัดลำปางเลวร้ายจริงๆในช่วงแรกๆที่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่ายหินยังไม่ได้พัฒนา

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมสัมมนาของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าและ ISEP ที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง,กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกับกระทรวงพลังงานที่นานๆครั้งจะมาร่วมกันสนับงานแบบนี้่ที่มีความเกี่ยวพันกันอย่างมีนัยสำคัญในกรณีเกิดวิกฤติพลังงานและภัยพิบัติ

หัวข้อ Digital Agenda #6 : Energy and Communication Prepareness...in Time of Crisis ได้ฟังข้อมูลดีๆที่ไม่เคยรู้มาก่อน ด้านพลังงานของประเทศจากผู้เชี่ยวชาญจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คุณธาตรี ริ้วเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร , ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน, ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)และนาวาเอกสอง เอกมหาชัย ช่วยราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มเตือนภัยและเผยแพร่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงไอซีที

อยากจะเอามาเล่าให้ฟังเพื่อเป็นการเตือนให้คนไทย"ต้องรู้"เพื่อเตรียมการจะได้ไม่ตื่นตระหนกไปทั้งประเทศ จนเกือบๆจะเป็นอาการเกินเหตุแบบเฮียเพ้ง แต่มองอีกแง่ก็ดีไปอย่างที่เฮียเพ้งเป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีพื้นฐานธุรกิจพลังงานมาก่อน ทำให้เกิดอาการถูกกระตุ้นจนแทบช็อคกับข้อมูลเสี่ยงสุดๆด้านพลังงานของประเทศที่เป็นอย่างนี้มานานแล้ว

เฮียเพ้งแกเป็นรัฐมนตรีพลังงานคนแรกที่มาจาก"เถ้าแก่เจ้าของธุรกิจ"ที่ย่อมมีสัญชาตญาณในเชิง"เอาตัวรอด"มากกว่า"นักบริหารมืออาชีพ"หรือ"นักวิชาการ"ที่มาเป็นรัฐมนตรีพลังงานหลายๆคนที่มีความเข้าใจในโครงสร้างพลังงานมากกว่าเฮียเพ้งหลายเท่า แต่อาการ"ช็อค"และ Take Action ในระดับต่างกันมากกับข้อมูลชุดเดียวกัน แม้ว่ายังไม่ไว้วางใจเฮียเพ้งแกมากนักว่าเงาทะมึนของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณบงการให้แสดงแบบนี้หรือเปล่าเพื่อนำไปสู่อะไรบางอย่างที่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนตน

ลองไล่เรียงข้อมูลการใช้พลังงานของประเทศที่น่าตกใจที่คนไทย"ต้องรู้"เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์วิกฤติที่อาจจะยิ่งกว่า"ไฟดับ"วันเดียว
ปี 2555 น่าตกใจในความฟุ่มเฟือยของคนไทย ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่ากับการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนภูมิพลที่ต้องสร้างเพิ่มอีก 3 เขื่อน
ลองคิดดูว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะสร้างเขื่อนอีก 3 เขื่อนต่อปี คำตอบคือเป็นไปไม่ได้

ประเทศไทยใช้พลังงานประเภทก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นสัดส่วนถึง 67.6 % โดยมาจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยทั้งสองแหล่งประมาณ 57 % จาแหล่งในทะเลของพม่า 38 % แหล่งน้ำพอง 5 %

ลองคิดดูว่าแม้ว่ารัฐบาลพม่าจะมีรายได้เงินตราต่างประเทศจากการขายก๊าซธรรมชาติให้ประเทศไทยปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศพลิกผัน ประเทศไทยทะเลาะกับประเทศพม่า แล้วรัฐบาลทหารพม่าสั่งปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติไม่ส่งให้โรงไฟฟ้าราชบุรีจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศไทยเพราะกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพม่าประมาณวันละ 6,400 เมกะวัตต์หรือประมาณ 20 %ของปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ แค่พม่าจะปิดซ่อม 10 วันยังแทบปั่นป่วนทั่วประเทศแล้ว

ลองคิดดูว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ยังมีปริมาณสำรองประมาณ 23-25 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เทียบกับปริมาณการใช้ปีละประมาณ 1.25-1.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี เท่ากับว่าจะเหลือก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอีกประมาณ 18 ปี โดยในช่วง 10 ปียังมีให้สูบขึ้นมาเต็มที่ตามระดับความต้องการประมาณวันละ 4-5 พันล้านลูกบาศก์ฟุต แต่หลังจากนั้นจะเหลือน้อยลงๆแล้วประเทศไทยจะหาพลังงานอื่นมาทดแทนได้ทัน

ประเทศไทยใช้พลังงานมาผลิตกระแสไฟฟ้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากถึง 20 %และยังมีการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศลาวอีก แต่ปริมาณสำรองไฟฟ้าในระดับมาตรฐานที่มีความมั่นคงประมาณ 15 % แต่ประเทศไทยกลับต้องนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านถึง 20 % เท่ากับว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยไปขึ้นอยู่กับต่างประเทศ

สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในประเทศกว่า 42.7 % อยู่ในภาคอุตสาหกรรม , 34.1 % อยู่ในภาคธุรกิจและภาครัฐ, 22.1 % อยู่ในภาคครัวเรือนและเหลืออีกเล็กน้อยมากๆอยู่ในภาคเกษตรกรรม 0.2 % และภาคขนส่ง 0.1 %

ในเดือนเม.ย. กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าติดตั้งของกฟผ.ประมาณ 33,056 เมกะวัตต์ แต่เดินเครื่องได้ต่ำกว่าที่ติดตั้งประมาณ 1,890 เมกะวัตต์และโรงไฟฟ้าต้องหยุดการผลิต 4,100 เมกะวัตต์ ทำให้เหลือกำลังไฟฟ้าที่จ่ายได้ 27,000 เมกะวัตต์ แต่คาดการณ์ Peak Load ในช่วงวันที่ 5 เม.ย.ประมาณ 26,300 เมกะวัตต์

จึงไม่แปลกใจที่เฮียเพ้งแกขอร้องให้โรงงานอุตสาหกรรม"เสียสละ"หยุดการผลิตในช่วงวันที่ 5 เม.ย.ที่จะเป็นวันที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าเหลือต่ำสุดประมาณ 700 เมกะวัตต์จากระดับมา๖รฐาน 1,200 เมกะวัตต์ แต่ถ้าหากสะดุดจากเหตุฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง เช่น ท่อส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเกิดระเบิดก็ตัวใครตัวมัน!!

ผมยังมั่นใจกฟผ.สามารถรับมือกับสถานการณ์ในปีนี้ได้ เท่าที่ฟังจากคุณธาตรีแล้วก็เชื่อว่าการบริหารจัดการเปลี่ยนพลังงานของโรงไฟฟ้าบางแห่งและเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าบางโรง จนพอจะมั่นใจได้ว่าสามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้อีกประมาณ 240-250 เมกะวัตต์ในวันที่ 5 เม.ย.ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าน่าจะกลับมาอยู่ในระดับ 1,000 เมกะวัตต์ แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเป็นครั้งๆที่ยังมีความเสี่ยงอีกมาก

อิสรภาพด้านพลังงานของไทยจึงไม่มีอยู่จริง ยังเป็นความเสี่ยงของประเทศที่คนไทยต้องรู้และหาทางแก้ไขโดยเร็ว แม้ว่ายังสงสัยในอาการตื่นตระหนก(อาจจะไม่ได้เกินเหตุ)และความจริงใจของรัฐมนตรีพลังงานคนนี้ที่มี"วาระซ่อนเร้น"เพื่อผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือจะทำให้ประเด็นนี้เป็น"วาระแห่งชาติ"เพื่อหาทางแก้ปัญหาระยะยาวที่อีกไม่นานประเทศไทยจะเผชิญวิกฤติ