ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจ ว่า ได้เสนอ 5 ยุทธศาสตร์
เพื่อสร้างความเข้มแข็งการศึกษาขั้นพื้นฐานไปยังคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯและรัฐมนตรีศึกษาฯ
เป็นข้อเสนอที่ควรจะได้รับความสนใจและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง หากจะสร้างอนาคตของประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม
ผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีพงศ์เทพ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะ “ปฏิรูปการศึกษา” อย่างแท้จริง ผมเห็นรายชื่อคณะกรรมการสองชุดที่ท่านลงนามแต่งตั้ง เพื่อเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของประเทศแล้ว ก็พอจะเห็นว่าเป็นการระดมคนจากแวดวงต่างๆ ที่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นพ้องกับรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจวันนี้
เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ และควรแก่การติดตามต่อเนื่อง เพราะหากมาตรฐานการศึกษาไทยเรายังอ่อนปวกเปียกเช่นที่เห็นอยู่นี้ อนาคตบ้านเมืองมีปัญหาแน่นอน
ดร.ภาวิช บอกว่า ยุทธศาสตร์ 5 ข้อที่ท่านเสนอรัฐมนตรีศึกษาฯ นั้น ประกอบด้วย
1.ปฏิรูปหลักสูตร ให้รื้อโครงสร้างหลักสูตร 8 กลุ่มสาระ เนื้อหา (content reform) ระบบการเรียนรู้ (learning reform) และ ระบบการจัดการความรู้ (knowledge management system)
2.ปฏิรูปครู ดูแลตั้งแต่การ streamline การผลิต การคัดเลือกสถาบันผลิตครู และผลักดันเรื่องเงินเดือน รวมถึงค่าตอบแทนเพื่อสร้างกำลังใจให้ครู และสร้างระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ
3.เร่งสร้างความเข้มแข็งของ STEM อันได้แก่ Science, Technology, English, and Mathematics โดยเสนอให้ตั้งศูนย์ STEM ทุกจังหวัด
4.เน้น ICT เพื่อการศึกษา เช่น ใช้เครื่องแทบเล็ต เป็นอุปกรณ์ช่วยเสริมสร้างความรู้
5.ปฏิรูปโครงสร้างด้วยการกระจายอำนาจไปยังการบริหารส่วนท้องถิ่น ปรับโครงสร้างกระทรวงใหม่ ผลักดันกระทรวงอุดมศึกษาและนวัตกรรม ให้การบริหารคล่องตัวมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ คือ ความหวังว่าเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในนโยบายการศึกษาที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าเรื่องใดอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม หากไม่ปรับคุณภาพการศึกษาแล้วก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย
แต่ระบบการเมืองของไทย ทำให้การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไม่เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น เพราะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาฯ บ่อย และตำแหน่งนี้ไม่ได้อยู่ใน Grade A อย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ในการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองจะกล่าวอ้างว่าจะให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่ง
งบประมาณของกระทรวงนี้ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินสำหรับการบริหารงานประจำเช่นเงินเดือนและการก่อสร้าง แต่ไม่มีแผนงบประมาณที่จะลงไปสร้างคน และเนื้อหา กับการลงมือสร้างครูที่มีคุณภาพอย่างจริงจัง
อีกทั้งการปฏิรูปจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากฝ่ายราชการและการเมือง ไม่สามารถดึงให้เอกชนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างคึกคัก เพราะความต้องการและเป้าหมายของเอกชนนั้นคือสิ่งที่ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวให้สอดคล้อง และบทบาทของผู้ปกครอง นักวิชาการ นักปฏิบัติ และผู้ประกอบการล้วนมีความสำคัญต่อการร่างแนวทางการปฏิรูปที่ต้องการแรงผลักดันจากสังคมเป็นส่วนรวมทั้งสิ้น
ข่าวคราวจากรัฐมนตรีศึกษาฯ ท่านใหม่เป็นไปในทางที่ต้องการจะปรับเปลี่ยน และพร้อมจะฟังความเห็นหลากหลายจากทุกฝ่าย ซึ่งต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี และหากสามารถเชิญชวนผู้คนจากฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม เข้ามาร่วมกระบวนการด้วย ก็จะสามารถระดมสรรพกำลังทั้งประเทศอย่างแท้จริง
เพราะว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน และไม่มีประเทศไหนสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญๆ ของตนได้ โดยไม่มีมาตรฐานการศึกษาในระดับที่สร้างคนสร้างประเทศได้






