หลังจากที่แนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี นายชินโซะ อาเบะ หรือ Abenomics ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะให้ผลดี
ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น จนสามารถเปลี่ยนโมเมนตัมที่ซึมเซามาอย่างยาวนานได้หรือไม่นั้น จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญซึ่งจะมีส่วนช่วยนำเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้กลับฟื้นคืนมาได้ คือ ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่นคนใหม่ ว่าจะต้องมีความกล้าหาญในการดำเนินนโยบายการเงินในภาคปฏิบัติจนสามารถดึงให้ญี่ปุ่นหลุดออกจากภาวะอัตราเงินฝืดให้จงได้ ซึ่งตอนนี้ได้ตัวเก็งที่เตรียมจะประกาศชื่ออย่างเป็นทางการในเร็ววัน
แต่ก่อนที่จะไปถึงประเด็นดังกล่าว ขอกล่าวถึง Abenomics โดยย่อ ว่า
ในระยะสั้น Abenomics พยายามที่จะบังคับให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นผ่อนคลายนโยบายการเงิน ผ่านการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายและการพิมพ์เงินเพื่อจ่ายหนี้ภาครัฐ และ ผ่านการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐของตนเองเพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดออกจากอัตราเงินฝืดให้ได้
สำหรับในระยะยาว จะพยายามให้ภาคเอกชนนำเงินสดที่กองอยู่ในบริษัทของตนเองออกมาใช้ ผ่านการเพิ่มค่าจ้างให้กับลูกจ้างของตนเอง ผ่านการเพิ่มการจ่ายเงินปันผล และ ผ่านการจ่ายภาษีเพื่อเป็นรายได้กับภาครัฐเพิ่มเติม ทั้งนี้ ก็เพื่อเม็ดเงินออกจากภาคเอกชนเข้าสู่เศรษฐกิจทุกเซกเตอร์ของญี่ปุ่นให้เติบโตแบบสมดุล
คราวนี้ กลับมากล่าวถึงว่าที่ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่นคนใหม่ ซึ่งที่เป็นไปได้ในขณะนี้มีอยู่ 3 ท่าน ได้แก่
ท่านแรก นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ณ วินาทีนี้ ถือว่าเป็นเต็งหนึ่ง ผลงานที่โดดเด่น คือ ช่วงปี 1999 ตอนที่ทำงานอยู่กระทรวงการคลัง ดูแลด้านการเงินระหว่างประเทศ ได้ช่วยตรึงให้ค่าเงินเยนมีระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่แข็งค่าจนเกินไปในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และที่สำคัญ เป็นผู้ที่วิจารณ์การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาว่าไม่ดุดันและเข้มข้นพอที่จะสามารถผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปสู่อัตราร้อยละ 2 ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ อีกทั้งยังเขียนหนังสือออกมาตำหนิความผิดพลาดของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมาจนเศรษฐกิจต้องเป็นอย่างทุกวันนี้
ในประเด็นนี้ ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดจากการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งประกาศจะไม่ซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมในปี 2013 และเพิ่มการซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมในโครงการ Asset Purchase Programme (APP) เพียง 10 ล้านล้านเยน (ไม่ถึงร้อยละ 2 ของจีดีพี) ในปี 2014 ดังรูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรระยะสั้นอีกต่างหาก แม้ว่าจะมีการประกาศอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 2 และประมาณการปัจจุบันในปี 2014 ในขณะนี้อยู่ที่อัตราร้อยละ 0.9 ก็ตามที
อย่างไรก็ดี แม้นายคุโรดะจะพร้อมที่จะเตรียมซื้อพันธบัตรทั้งรัฐบาลและเอกชน รวมถึงหุ้นในประเทศเพื่อให้เม็ดเงินถึงมือธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่าแนวทางที่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ การซื้อพันธบัตรต่างประเทศ นั้น นายคุโรดะ ยังมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยนัก ซึ่งตรงนี้ ต่างชาติมองว่าจะเป็นจุดที่ทดสอบว่านายคุโรดะกล้าที่จะฉีกความเชื่อเดิมของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มักจะไม่ชอบให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนในการเป็นเจ้าหนี้ต่อประเทศตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความร่วมมือจากข้าราชการประจำในธนาคารกลางญี่่ปุ่น แม้ว่านายคุโรดะจะพร้อมที่จะผลักดันแนวทางดังกล่าว ทว่าการที่จะได้รับความร่วมมือในการทำงานกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางญี่่ปุ่น ก็อาจต้องใช้เวลา
ตัวเก็งอีก 2 ท่าน ที่อาจมาเสียบแทน ได้แก่ นายโทชิโร่ มูโต้ อดีตผู้ช่วยธนาคารกลางญี่ปุ่นและเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นอีกด้วย เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็เกือบจะได้นั่งเก้าอี้ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่น ทว่าชวดไปในวินาทีสุดท้ายเนื่องจากสภาสูงของญี่ปุ่นติงว่าใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังมากไปหน่อย ในครั้งนี้ก็อาจจะชวดอีกครั้ง แต่เป็นเหตุผลที่ว่าคิดเหมือนธนาคารกลางญี่ปุ่นมากไปหน่อย เรียกว่า ไม่แหวกแนวจากแนวคิดเดิม
ส่วนอีกท่านหนึ่ง คือนายคาซูมิซา ไออาต้า อดีตผู้ช่วยธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งท่านนี้ค่อนข้างจะคิดนอกกรอบกว่า 2 ท่านแรก โดยสนับสนุนการซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศโดยธนาคารกลางญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ซึ่งท่านนี้มีโอกาสได้รับตำแหน่งผู้ช่วยธนาคารกลางญี่ปุ่นอีกหนมากกว่า
โดยสรุป ผมมองว่าตัวเลือกของญี่ปุ่นไม่แข็งเหมือนสหรัฐและยุโรป และไม่ว่าใครก็ตามที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว ควรต้องดำเนินนโยบายการเงินให้แตกต่างจากประธานคนเดิมให้มากที่สุด จึงจะถือว่าสอดคล้องกับ Abenomics ครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ






