การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้ลุล่วงไปได้ การติด กระดุมเม็ดแรก ให้ถูกต้อง มีความสำคัญอย่างยิ่ง
พูดง่ายๆ ถ้าเราคิดจะนำพาประเทศ ไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริง ฟันฝ่าอุปสรรคความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ เพื่อก้าวไปให้ไกลตามความหวังที่ตั้งไว้ ทั้งหมดต้องเริ่มจาก “โจทย์” ที่ถูกต้อง
หากโจทย์ไม่ถูกแต่ต้น นโยบายต่างๆ ที่ตามมา ก็จะผิดไปหมด เหมือนการติดกระดุม ถ้ากระดุมเม็ดแรกติดผิดแต่ต้น ก็ป่วยการที่จะเดินต่อไป ถ้าดันทุรังเดินหน้าต่อไป ก็ยิ่งจะสร้างปัญหาต่างๆ เพิ่มขึ้น เรียกว่า ต้องหลงทาง ต้องเสียเวลากับมาตรการที่ผิด มาตรการที่ไม่เหมาะกับช่วงนั้นๆ ครั้นพอเริ่มคิดได้ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะมัวแต่ไปขับเคลื่อนมาตรการที่ไม่เกิดผล เมื่อจะไปทำมาตรการที่ถูกต้อง ปัญหาก็ล่วงเลยไปมาก หรือบางครั้งก็สายเกินแก้
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพ และเห็นถึงพลังของ “กระดุมเม็ดแรก” ขอหยิบเรื่องที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดี 4 เรื่องขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
เรื่องแรก - ระหว่างที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ เช่น ในปี 2551 หรือปี 2555 ภาคส่งออกของเราได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โจทย์สำคัญสำหรับช่วงนั้นก็คือ “จะช่วยผู้ส่งออกของเรา ให้เอาตัวรอดจากช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างไร ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง”
ถ้าเราไม่เฉลียวใจว่าภาวะของเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ยังคงมุ่งเน้น ให้ความสำคัญกับเป้าส่งออกตามที่เคยกำหนดไว้ พยายามทำทุกอย่าง ลงแส้ เฆี่ยน ขับเคลื่อนทุกคนเพื่อให้ได้เป้าดังกล่าวดังที่เคยทำในปีที่ผ่านๆ มา ครั้นไม่ได้ ก็ยิ่งเร่งทำ ใช้เวลาของทุกคนไปกับเรื่องนี้ การทำเช่นนี้ กล่าวได้ว่า แม้กระทั่ง “กระดุมเม็ดแรก” ก็ติดผิดเสียแล้ว เพราะต้องไปเสียเวลาเร่งเครื่อง เร่งทำงาน กับสิ่งที่ยากจะเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่ความสนใจในเชิงนโยบายน่าจะอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเราจะช่วยให้ทุกคนผ่านเวลาของความยากลำบากไปได้ ทำอย่างไรเราจะช่วยต่อสายป่านของทุกคนให้ยาวขึ้น เพื่อให้รอดอยู่จนถึงวันที่ทุกอย่างจะดีขึ้น
เรื่องที่สอง - ช่วงที่เศรษฐกิจไปได้ มีแรงส่งดีจากภาคส่วนต่างๆ ดังเช่นในปีนี้จนถึง 2-3 ปีข้างหน้า กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขับรถลงจากเขา โจทย์ที่เป็นกระดุมเม็ดแรกของเราคือ “เราจะขับรถอย่างไร ในช่วงลงจากเขา ที่บางช่วงมีความลาดชัน มีแรงส่งมาก บางช่วงคดเคี้ยว เพื่อให้สามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง” ไม่ต้องตกไหล่ทาง หรือพลาดตกเขาไปก่อน
แต่ถ้าเราปรับตัวไม่ทันกับตามเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ยังหลงติดอยู่กับโจทย์ของปีก่อนหน้า ซึ่งปีนั้นเป็นช่วงการขับรถขึ้นเขา หลังทุกอย่างหยุดชะงักจากมหาอุทกภัย โดยกระดุมเม็ดแรกในเชิงนโยบายอยู่ที่ “เราจะช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินกลับขึ้นมาอีกครั้งอย่างไร” ปัญหาก็จะเกิดได้
ในเรื่องนี้ ต้องเข้าใจว่า “โจทย์เปลี่ยนเมื่อเวลาเปลี่ยน” ทุกอย่างมีพลวัต ไม่นิ่งกับที่ การจะไปยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมุ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เพียงประการเดียว ไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็อาจจะทำให้การติดกระดุมเม็ดแรกของเราผิดไปได้ และส่งผลให้มาตรการต่างๆ ที่ออกมา หรือเสนอมา พลาดไปได้ ประเภท ผิดทิศผิดทาง และก่อปัญหาตามมาได้ จึงต้องพยายามทบทวนอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสว่า “กระดุมเม็ดแรกตอนนี้คืออะไร” การบริหารเศรษฐกิจจึงจะมี flexibility และสามารถเคลื่อนคล้อยตามเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม
เรื่องที่สาม - ค่าเงินเป็นอีกเรื่องที่ “กระดุมเม็ดแรก” มีปัญหา ระบบที่เปลี่ยนไป ทำให้โจทย์เปลี่ยนไป ในอดีต ประเทศไทยเคยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ทำให้หลายคนก็เคยชินกับการที่ค่าเงินอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องกังวลใจเรื่องค่าเงิน ทำให้การทำมาค้าขายของผู้ส่งออกเป็นไปได้ง่าย
แต่ปัจจุบัน เราย้ายมาอยู่ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่สามารถเคลื่อนไหวขึ้นลงไปมาได้ หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึง the good old day อยากที่จะกลับไปยังระบบเก่า อีกทั้งยังชินกับลักษณะและนโยบายของเศรษฐกิจในยุคนั้น โดยเฉพาะ ในประเด็นของดอกเบี้ยกับเงินไหลเข้า ในช่วงที่มีค่าเงินแบบคงที่
แต่เรื่องนี้ หัวใจของข้อเท็จจริงอยู่ที่ ระบบได้เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคที่ระบบการเงินโลกเชื่อมต่อกันอย่างใกล้ชิด ข้อมูลสามารถไปถึงกันอย่างรวดเร็ว เงินสามารถไหลเข้าออกได้เร็ว เรียกว่าเร็วเท่ากับความคิด ไม่ต้องรอเป็นสัปดาห์เหมือนในอดีต อีกทั้งมาตรการควบคุมการปริวรรตเงินตรา ก็ได้เปลี่ยนไปมาก โดยเราได้เดินหน้าเปิดเสรีเงินไหลเข้าออกไปมากแล้ว และไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ด้วยเหตุนี้ ในระบบใหม่ การจะไปฝืนให้ค่าเงินยืนอยู่นิ่งๆ เคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ อย่างเช่นในอดีต จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง
ในจุดนี้ “กระดุมเม็ดแรก” จึงต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า เราจะไปฝืนเรื่องค่าเงินไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ค่าเงินของเพื่อนบ้านแข็ง เราก็ต้องแข็งตามไปด้วย ซึ่งถ้าเราเริ่มได้ถูกต้องเช่นนี้ โจทย์ก็จะชัดว่า นโยบายที่เหมาะสมกับสภาพดังกล่าวคือ (1) การดูแลให้ค่าเงินไปตามภูมิภาค ไม่มากไม่น้อย อยู่ตรงกลางๆ และ (2) เร่งดำเนินการให้ผู้ส่งออกเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพดังกล่าวให้ได้ ซึ่งถ้าเราเดินหน้าเช่นนี้ ก็จะเป็นการติดกระดุมเม็ดถัดๆ ไปอย่างถูกต้อง และสิ่งที่ทำ นับวันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ให้สามารถอยู่กับความผันผวนของค่าเงินได้ ซึ่งดีกว่าจะไปวนเวียนกับการถกเถียงที่ไร้ประโยชน์ว่า “จะทำอย่างไรเงินบาทจะไม่ขยับ” หรือ “ใครบกพร่องที่ไม่ดูแลให้ค่าเงินอยู่นิ่งๆ” ดังที่เป็นอยู่ในบางช่วง
เรื่องที่สี่ - การดูแลเงินไหลเข้า เป็นอีกเรื่องที่ “กระดุมเม็ดแรก” มีปัญหา โดยตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนได้ออกมาเรียกร้องให้ทางการนำมาตรการสกัดเงินไหลเข้าออกมาใช้ บนความเชื่อที่ว่า ถ้ามีมาตรการดังกล่าว เงินจะหายแข็งค่า และมาตรการดังกล่าวจะช่วยเป็นกระสอบทรายกั้นไม่ให้เงินไหลเข้าประเทศ
ในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญอยู่ที่ ปกติแล้ว มาตรการสกัดเงินไหลเข้าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก ทั้งในส่วนการดูแลไม่ให้ค่าเงินแข็ง และกั้นไม่ให้เงินไหลเข้า (แม้กระทั่ง มาตรการเด็ด ประเภทยาแรง หลากหลายขนาน ที่ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ได้ลองใช้มาแล้ว ก็พบว่าไม่ได้มีผลมากนัก) นอกจากนี้ ยามที่เงินจำนวนมากกำลังต้องการไหลเข้าเช่นทุกวันนี้ การไปคิดสร้างกำแพงกั้นเป็นเรื่องที่ยากจะประสบผลสำเร็จ เหมือนสึนามิกำลังจะมา แล้วเราก็พยายามรีบเร่งตั้งกระสอบทรายแข่งกับเวลา ท้ายสุด เมื่อสึนามิมาถึง ก็จะพบว่าการตั้งกระสอบทรายเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เป็นการหลอกตนเองให้สบายใจเท่านั้น
การจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างเหมาะสม ต้องเริ่มจากการยอมรับข้อเท็จจริงที่เป็น “กระดุมเม็ดแรก” ว่า การฝืนไม่ให้เงินไหลเข้าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก คำถามที่เป็น “กระดุมเม็ดถัดมา” ก็คือ แล้วเราจะอยู่กับสภาพคล่องเหล่านี้ได้อย่างไร และจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้เรารอดชีวิตในช่วงน้ำบ่าไหลเข้ามา ซึ่งถ้าเราถามกันอย่างนี้ คำตอบที่ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปสู่ทางออกจากปัญหาที่เราเผชิญอยู่
ทั้งสี่เรื่องนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของความพลาดพลั้งของเราเกี่ยวกับ “กระดุมเม็ดแรก” ที่เราอาจหลงทาง หลงติดกระดุมผิดไป จากความเชื่อที่ผิดของเรา จากการที่สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนหน้า หรือจากระบบที่เปลี่ยนไปจากโลกที่เราเคยชิน (ความจริงยังมี เรื่องกระดุมเม็ดแรกอีกมากที่คนสงสัย เช่น แบงก์ชาติขาดทุนได้จริงหรือ ฟองสบู่ต้องรอให้ชัดแล้วค่อยจัดการจริงหรือไม่ และรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ถึง 50% โดยไม่ต้องกังวลใจกันจริงหรือ)
ทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยให้เราเห็นถึงพลังของกระดุมเม็ดแรก ถ้าพวกเรารู้จักระมัดระวัง ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พยายามคิดว่ากระดุมเม็ดแรกคืออะไร พยายามติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกตั้งแต่ต้น ไม่ดื้อ ไม่ดันทุรัง ยอมแก้ไข เมื่อพบว่ากระดุมเม็ดแรกของเราได้ติดผิดไป ยอมย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่ ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง แล้วค่อยเดินกันต่อไป หากทำได้เช่นนี้ นโยบายต่างๆ ของประเทศ ก็จะเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความเป็นไปได้ เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ และจะเป็นนโยบายที่นำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาในระยะยาวอย่างแท้จริง ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
หมายเหตุ สนใจอ่านเพิ่มเติม หรือเสนอแนะได้ที่ “Blog ดร. กอบ” ที่ www.kobsak.com ครับ





