ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร ประเมินว่า ในอีก 3-5 ปีจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะว่าแนวทางการแก้ปัญหาของกลุ่มประเทศหลักชั้นนำในโลก ล้วนแล้วแต่ประคับประคองเวลากันทั้งสิ้น ไม่ได้แก้ปัญหาที่โครงสร้างอย่างที่ควรจะเป็น " นโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว คือ จะพิมพ์เงินจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น แนวทางสมัยก่อนที่พยายามรวมตัวกันประสานนโยบายการเงินเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกถูกนำไปเก็บไว้ในลิ้นชัก ปัจจุบันมองได้ว่าเป็นนโยบายตัวใครตัวมัน ซึ่ง เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าสภาพคล่องของโลก โดยประเมินจากงบดุลของธนาคารกลางของประเทศเงินสกุลหลักบวกกับทุนสำรองของธนาคารกลางอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2008 มาเป็น 21 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะนี้ จึงจะไม่น่าแปลกใจอะไร หากจะมี “เงินร้อน” หรือเงินทุนระยะสั้นไหลเวียนเป็นจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างมากในอนาคต และไทยก็ไม่อาจรอดพ้นจากความไม่แน่นอนและวิกฤติครั้งนี้
การประชุม จี7 ที่กรุงมอสโก เมื่อกลางเดือนนี้ แทนที่กลุ่ม จี7 จะให้ความมั่นใจกับตลาดเกี่ยวกับนโยบายที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เนื้อหาจากการประชุมกลับมุ่งไปที่การให้การยอมรับนโยบายที่ประเทศในกลุ่ม จี7 กำลังทำอยู่ ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประเมินว่าสถานการณ์แบบนี้เพื่อแก้เศรษฐกิจ ทั้งที่นโยบายเหล่านี้มีผลทางลบต่อประเทศอื่นๆ ล่าสุด ญี่ปุ่น ได้ประกาศที่จะอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง เพื่อกระตุ้นการส่งออกและเศรษฐกิจ นโยบายดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำไปสู่การทำนโยบายในลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นๆ เพื่อรักษาประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน จนมีความกังวลว่าจะเกิด “สงครามเงินตรา” ตามมา ซึ่งหมายถึงภาวะที่แต่ละประเทศมุ่งจะทำให้ค่าเงินของตนอ่อนลง เพื่อผลทางเศรษฐกิจ แต่คำแถลงของกลุ่ม จี7 ไม่ได้เตือนเรื่องนี้ บอกแค่อ้อมๆ ว่า นโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ควรมุ่งไปที่เป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศของตน และเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ควรกำหนดตามกลไกตลาด ทำให้ตลาดการเงินสับสน เพราะว่าสิ่งที่ให้ความเห็นกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไม่ค่อยตรงกัน
สถานการณ์แบบนี้ ชัดเจนว่าทุกประเทศดำเนินนโยบายการเงินแบบ "ไม่รับผิดชอบ" หรือตัวใครตัวมัน ภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ พูดได้ว่า ไม่มีผู้นำที่แท้จริงที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในลักษณะของการร่วมมือกันของกลุ่มประเทศหลัก และนโยบายที่ประเทศชั้นนำดำเนินการอัดฉีดสภาพคล่อง จะนำไปสู่ก่อฟองสบู่ในภาคตลาดหุ้นและสินทรัพย์ ซึ่งถึงตอนนั้นมาตรการด้านการเงินและการคลัง ก็ไม่อาจจะดึงให้เศรษฐกิจกลับมาสู่เสถียรภาพได้อีก วิกฤติเศรษฐกิจก็จะมาเยือนทั้งโลก ผู้ที่อยู่รอดคือประเทศที่เตรียมพร้อมทำตัวเองให้มีภูมิคุ้มกัน นั่นคือ สถาบันการเงินแกร่ง การคลังไม่มีปัญหา อัตราเงินเฟ้อไม่สูง และไม่เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
เราเห็นว่า ระยะเวลา 3-5 ปี แม้ว่ายังดูนาน แต่หากเราไม่ตระหนักตั้งแต่วันนี้ เตรียมตัวรับมือ วางกรอบแนวทางไว้ล่วงหน้า ถึงตอนนั้นเราอาจจะช้าเกินกว่าจะแก้ไข โดยสิ่งที่เราต้องเร่งทำและถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ คือ การดำเนินนโยบายของภาครัฐและรัฐบาล ผ่านนโยบายที่เน้นกระตุ้นระยะสั้น ที่ต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน แล้วหันมาเน้นการลงทุนเพื่อระยะยาวกันมากขึ้น โดยเฉพาะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับคุณภาพคน เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และทบทวนนโยบายที่เปิดช่องให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน อย่างโครงการจำนำข้าว ที่เสี่ยงจะก่อให้เกิดวิกฤติการคลัง และทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต นอกจากนั้นในส่วนภาคสถาบันการเงิน แม้ว่าภาพรวมดูจะแข็งแกร่ง แต่ในกรณีของแบงก์รัฐน่าวิตกอย่างมาก จึงควรเร่งหาทางออกที่เหมาะสมโดยเร็ว แทนที่จะปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อไปมากกว่านี้ สำหรับนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับการรับมือสภาพคล่องท่วมโลกนั้น อาจจะจำเป็นแล้วต้องหารือจริงจังทั้งคลังและแบงก์ชาติ ว่าจะดำเนินการกันแบบไหน ประสานงานกันอย่างไร เพราะว่าสถานการณ์ข้างต้นต้องบอกว่าอันตรายจริงๆ






