ประมวลจริยธรรมครูกับ ผลประโยชน์ทับซ้อน

เป็นเรื่องน่ายินดีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้จัดทำประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
และกำลังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากครูและสาธารณะอยู่ ที่กล่าวว่าน่ายินดีเพราะการจัดให้มีประมวลจริยธรรมกับกลุ่มผู้มีวิชาชีพทั้งหลาย เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้มีวิชาชีพนั้นๆ ใช้เป็นหลักหรือกรอบมาตรฐานในการประพฤติหรือปฏิบัติตนนั้น จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นและศรัทธาที่สาธารณะมีต่อวิชาชีพนั้นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาชีพ “ครู” ที่ถือเป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้สร้างคนสร้างประเทศ และที่น่ายินดีก็เพราะ ก.ค.ศ. ได้เปิดกว้างให้ครูและบุคคลทั่วไปได้มีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงทำให้ประมวลจริยธรรมครูดังกล่าวมีความชัดเจนสมบูรณ์ ถูกต้องเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ร่างประมวลจริยธรรมครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .. ข้อ 8 (1) กำหนดไว้ว่า “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยต้องปฏิบัติดังนี้ (1) ไม่กระทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพเสริมซึ่งมีลักษณะเป็นประโยชน์ทับซ้อนหรือเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม”
สืบเนื่องจากข้อ 8 (1) นี้ได้มีสื่อมวลชนตั้งคำถามว่า "... คำถามที่ตามมาคือคุณครูจะประกอบอาชีพเสริมอื่น เช่น ขายเครื่องสำอาง ขายประกันชีวิต หรือขายอาหารเสริมให้แก่นักเรียนได้หรือไม่? และจะเข้าข่ายผิดข้อกำหนดประมวลจริยธรรมข้อ 8 (1) นี้หรือไม่?" และในสื่อเดียวกันนี้ได้ไปสอบถามความเห็นจากผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และได้คำตอบว่า “ครูเป็นผู้ให้ ไม่ใช่ผู้ทำการค้า และแม้ร่างประมวลจริยธรรมจะระบุเพียงหลักการกว้างๆ แต่ ก.ค.ศ. อาจออกแนวปฏิบัติที่เป็นรายละเอียดข้อห้ามต่างๆ เพื่อให้ครูปฏิบัติ”
เพื่อช่วยทำให้เรื่องที่น่ายินดีนี้ ชัดเจนมากขึ้น และเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อ 8 (1) เรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ผู้เขียนเห็นว่า การประกอบอาชีพเสริมของครูไม่ใช่เรื่องการขัดกันแห่งประโยชน์ และเพื่อความชัดเจนการประกอบอาชีพเสริมของครูในที่นี้หมายถึง
1. การประกอบอาชีพเสริมของครูนอกเวลาราชการ ไม่ได้ใช้เวลาราชการ ไม่ได้ใช้ทรัพยากรอื่นของส่วนรวม ไปเพื่อการประกอบอาชีพเสริมของตน หากฝ่าฝืนใช้เวลาหรือทรัพยากรของส่วนรวมไปเพื่อตนเอง ก็เป็นเรื่องการเบียดบังเวลาและทรัพย์สินราชการ ไม่ใช่เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์
2. อาชีพเสริมนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ครูจึงไปทำอาชีพเสริมขายยาบ้า ยาไอซ์ไม่ได้ ไปเป็นเจ้ามือโพยก๊วน ขายหวยเถื่อนไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ไม่ใช่เพราะขัดกันแห่งผลประโยชน์ ครูไปประกอบอาชีพเสริมอื่นๆ อันเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีไม่ได้ เพราะครูเป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้อบรมสอนสั่งศีลธรรมคุณธรรมแก่นักเรียน ไม่ใช่เพราะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
คุณครูทั้งหลายจึงมีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะประกอบอาชีพเสริม หรือกระทำกิจกรรมใดๆ ได้ ดังนั้น การขายเครื่องสำอาง ขายประกันชีวิต ขายอาหารเสริม ขับรถรับจ้างสาธารณะ ฯลฯ เป็นต้น เป็นอาชีพสุจริต ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรม ไม่ขัดต่อหน้าที่ครู และหากขายนอกเวลาราชการ ไม่ใช้ทรัพยากรของทางราชการ ก็สามารถกระทำได้ และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะไม่มีสถานการณ์ที่ประโยชน์ส่วนตนของครูขัดกับประโยชน์ส่วนรวมในหน้าที่ครูแต่อย่างใด ในฐานะอาชีพครูก็ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนไป พ้นเวลาราชการครูในฐานะส่วนตัวก็ประกอบอาชีพเสริม ขับรถ Taxi ทำขนมเค้กขาย เป็นคนละส่วนแยกจากกัน
ส่วนปัญหาว่าเราควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้คุณครูประกอบอาชีพเสริมหรือไม่ ? เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าผู้ที่ทำงานราชการและอุทิศตนรักษาหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู ภาครัฐซึ่งก็คือผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ต้องทำให้ครูได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม และสมแก่ฐานานุรูปและภาระงานที่ครูต้องปฏิบัติ เพื่อครูจะได้มีรายได้สมแก่ฐานานุรูปไม่ต้องดิ้นรนไปหาอาชีพเสริม ซึ่งไม่มากก็น้อยในการประกอบอาชีพเสริมนั้นอาจบั่นทอนกำลังกายในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูของตนได้ แต่การประกอบอาชีพเสริมตามหลักดังที่กล่าวมา ห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิในการประกอบอาชีพของบุคคล
คำถามที่ละเอียดขึ้นต่อมา ก็คือ ครูจะประกอบอาชีพเสริม โดยกระทำกับนักเรียนของตน เช่น การขายสินค้าให้กับนักเรียนของตนได้หรือไม่? โดยการสอนหนังสือให้กับนักเรียนของตนได้หรือไม่? หากขายให้กับนักเรียน สอนนักเรียนโดยใช้เวลาราชการ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการใช้เวลาราชการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นการเบียดบังเวลาราชการ ไม่ใช่เพราะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าครูเสนอขายสินค้า สอนเสริมแก่นักเรียนนอกเวลาราชการ ก็ไม่ใช่เบียดบังเวลาราชการ และกรณีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นกัน
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงมีคำถามขึ้นในใจท่านผู้อ่านว่า “ทำไมจะไม่ใช่ประโยชน์ทับซ้อน ก็เพราะขายสินค้า หรือสอนให้แก่นักเรียน ก็เลยรักชอบนักเรียนที่มาซื้อหรือให้สอนและบอกข้อสอบให้.. ก็เพราะอยากสอนเสริมเลยไม่ตั้งใจทำหน้าที่สอนให้ดีในโรงเรียน สอนแบบกั๊ก ๆ แล้วไปสอนเสริมนอกเวลา.. ขัดกันชัดๆ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองในการขายสินค้าหรือค่าจ้างสอนเสริมให้แก่นักเรียนของตนนั่นเอง”
เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นพิจารณาให้ดี เป็นที่ชัดเจนว่าอาชีพเสริมต่างๆ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ที่ไม่ได้กระทำกับนักเรียนของตนเอง ไม่ใช่เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แล้วทำไมการประกอบอาชีพเสริมที่ทำกับนักเรียนของตนเองกลายเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนไปได้? จุดที่แตกต่าง และอาจทำให้เกิดความสับสนก็คือ ครูอาจใช้ฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนของตนเองแสวงประโยชน์โดยมิชอบแก่ตนเอง
การขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง สภาวการณ์ สถานการณ์ หรือข้อเท็จจริงที่บุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องใช้ดุลยพินิจ ปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามอำนาจหน้าที่เพื่อส่วนรวม แต่ตนเองมีผลประโยชน์ส่วนตนเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องนั้นๆ และโดยเหตุที่มีผลประโยชน์ส่วนตนนี้จึงอาจทำให้การใช้ดุลยพินิจ การปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง โอนเอียงเข้าหาประโยชน์ส่วนตัว อาทิเช่น นาย ก. รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับดูแลกระทรวง แล้วบริษัทของนาย ก.และภริยามาประมูลก่อสร้างอาคารในกระทรวงที่นาย ก. เป็นเจ้ากระทรวงอยู่ ในการพิจารณาเรื่องจัดซื้อจัดจ้างนี้ นาย ก. อาจโอนเอียงเข้าข้างผลประโยชน์บริษัทของตนและภริยา อันเป็นประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือนาย ก. เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ลูกตนเองมาเรียนในวิชาที่นาย ก.สอน ในการออกและตรวจข้อสอบ นาย ก. อาจโอนเอียงเห็นแก่ลูกของตนเอง อันถือว่าเป็นประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โปรดสังเกตว่า กรณีทั้งสองเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยไม่ต้องมีข้อเท็จจริงว่า นาย ก. ไปกระทำการอันไม่ชอบหรือไปทุจริตคอร์รัปชันแต่อย่างใด แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่า นาย ก. ไปกระทำการอันไม่ชอบหรือไปทุจริต ก็จะเป็นความผิดฐานทุจริตแยกต่างหากไม่ใช่ความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์
ที่ว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือต้องขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ส่วนตนคือประโยชน์ของตนเอง ซึ่งโดยหลักการที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าขยายไปรวมถึงประโยชน์ของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น หากมีบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับบริษัทที่นาย ก.และภริยาเป็นเจ้าของ มาประมูลก่อสร้างอาคารในกระทรวงที่นาย ก. เป็นรัฐมนตรีอยู่ เช่นนี้นาย ก. รัฐมนตรีอาจโอนเอียงเข้าข้างประโยชน์ของบริษัทดังกล่าวได้เช่นกัน แต่ประโยชน์ของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของนาย ก. รัฐมนตรี แต่เป็นประโยชน์ของบริษัทแห่งนั้น จึงไม่ใช่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ บางท่านอาจมีมุมมองโต้แย้งว่า “ก็ประโยชน์ของบริษัทแห่งนั้นนั่นแหละ คือประโยชน์ของนาย ก. รัฐมนตรีในท้ายที่สุดนั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐมนตรีอาจไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” ซึ่งผู้เขียนคงไม่โต้แย้งว่าไม่ใช่ แต่ต้องการสร้างความชัดเจนว่า เหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่เป็นกลาง มีได้หลากหลายสาเหตุมาก เช่น เรื่อง Conflict of Role เรื่องการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เรื่องความสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ฯลฯ แต่ถ้าเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว ต้องเป็นประเด็นขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น ประโยชน์ส่วนตนคือประโยชน์ส่วนตัวและลูกเมียเท่านั้น ไม่ขยายถึงประโยชน์ของบริษัทคู่ค้า คู่สัญญา เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ไม่ขยายกว้างไปถึงประโยชน์ของอดีตผู้บังคับบัญชา พรรคพวกเพื่อนฝูง ผู้มีพระคุณ ญาติพี่น้อง ฯลฯ เพราะหากตีความขยายไปมากมายดังกล่าว ก็คงจะหาขอบเขตของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไม่ได้ ทุกๆ เรื่องก็จะเป็นหมด และถ้ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาทิเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 100 เดินตามมุมมองนี้ ก็คงเห็นคนติดคุก 2 ปีเต็มไปหมดหมด พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือที่บางท่านเรียกว่า กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร คือตัวอย่างที่ขยายหลักการและความหมายของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ออกไปกว้างเกินกว่าหลักการหรือแนวคิดที่ถูกต้อง
การที่คุณครูขายสินค้าหรือสอนเสริมให้แก่ลูกศิษย์ตนเอง จึงไม่ใช่เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประเด็นสำคัญถัดมาก็คือ แม้ไม่ใช่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่การขายสินค้าให้กับลูกศิษย์ สอนเสริมแก่ลูกศิษย์จะเหมาะสมหรือไม่? อย่างไร? เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและสังคมควรช่วยกันคิดและวางมาตรฐานความประพฤติและการปฏิบัติในข้อนี้ให้ชัดเจน เพราะการประกอบอาชีพเสริมดังกล่าวอาจมีผลทำให้ครูไม่เป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ เพราะอาชีพเสริมที่ว่ามานั้นมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานในหน้าที่
ความคิดเห็นในด้านหนึ่งก็คือ แม้จะไม่ใช้เวลาและทรัพยากรของราชการ ไม่มีการเบียดบังส่วนรวม แต่เนื่องจากหน้าที่ความรับผิดชอบและความสัมพันธ์ของครูที่มีต่อนักเรียนอันเป็นลูกศิษย์นั้น อาจมีผลทำให้ลูกศิษย์จำต้องซื้ออาหารเสริม ซื้อสินค้า หรือรับการสอนเสริม ที่ครูของตนเสนอขายให้ หรือจะด้วยความรัก ความเคารพนับถือ ความเกรงใจ ความกริ่งเกรง ความหวาดกลัว ฯลฯ ความ... ทั้งหลายเหล่านี้ที่มีต่อครูที่สอนเขาอยู่ ยากที่จะแบ่งแยกได้โดยง่ายในความเป็นจริง หรือที่ร้ายมากขึ้นก็เพราะสังคมบางส่วนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า นักเรียนคนใดไม่ไปเรียนเสริมด้วย ครูก็ไม่ชอบ ถูกเกลียด ถูกกลั่นแกล้ง คนเรียนเสริมก็ได้รู้ข้อสอบเพราะครูสอนที่จะออกข้อสอบ สอนในห้องไม่ตั้งใจสอน สอนไม่หมด แต่ไปตั้งใจสอนเสริมเพื่อเรียกลูกค้า เพื่อประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ
ในอีกด้านหนึ่ง มีความเห็นว่า ในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรม ไม่เบียดบังเวลาราชการ (รวมถึงไม่ใช่การขัดกันแห่งผลประโยชน์) ก็ไม่ควรไปปิดโอกาสครูที่อาจมีความจำเป็นในการหารายได้เสริม อย่ามองครูในแง่ลบเกินไป ครูที่มีจิตวิญญาณครูไม่น้อยที่ทุ่มเทสอนหนังสือในห้องเรียนและได้สอนเสริมให้แก่ลูกศิษย์ที่เรียนอ่อน เรียนช้า เกเร ด้วยความตั้งใจให้ลูกศิษย์มีความรู้และเรียนทันเพื่อนๆ ในห้อง ไม่มีอคติ ไม่ได้ใช้หน้าที่ไปแสวงประโยชน์ใดๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย ฯลฯ
สังคมจะไปทางไหน? เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ผู้เขียนประสงค์จะสร้างความชัดเจนว่า ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงว่าครูใช้อิทธิพล ใช้คะแนน ใช้เกรดมาจูงใจ ข่มขู่ ต่อรอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ครูที่ไม่ตั้งใจสอน ละเลยในการทำหน้าที่ ก็เป็นความผิดทั้งวินัยและอาญาอยู่แล้ว เพราะเท่ากับใช้ตำแหน่งหน้าที่ครูมาแสวงประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือหย่อนยาน ละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะการประกอบอาชีพเสริมเป็นคนละส่วนกับการทำหน้าที่สอนในโรงเรียน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพเสริมใดๆ ที่กระทำต่อนักเรียนอาจเป็นช่องทางให้หมิ่นเหม่ต่อความไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของครู เป็นช่องทางให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมได้โดยง่าย สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ
ประเด็นของบทความนี้ก็คือ เมื่อการประกอบอาชีพเสริมมิใช่เรื่องประโยชน์ทับซ้อนหรือมิใช่เรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม ประมวลจริยธรรมครู ส่วนข้อ 8 (1) ที่กำหนดไว้ว่า “ไม่กระทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพเสริมซึ่งมีลักษณะเป็นประโยชน์ทับซ้อนหรือเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม” จึงควรแก้ไข เพราะการประกอบอาชีพเสริมตามที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ใช่การขัดกันแห่งผลประโยชน์เลย ส่วนครูที่สอนนักเรียนตัวเองด้วยพฤติกรรมและการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นผิดโดยตัวเองอยู่แล้วทั้งสิ้น ส่วน ก.ค.ศ. หรือท่านรัฐมนตรีจะตัดสินใจห้ามไม่ให้ครูมีอาชีพเสริมกับนักเรียนตัวเองหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด รับฟังความคิดเห็นให้มาก ระดมสมองให้มาก และเขียนให้ชัดๆ นะครับ







