วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลาย

การเผยแพร่รายละเอียดจากการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด สะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายของเฟดวิตก

เกี่ยวกับการเข้าซื้อสินทรัพย์ในรูปของการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี และบางคนอยากให้ยุติมาตรการนี้ก่อนตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะแม้ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่มองว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการทำให้สภาพทางการเงินดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่หลายคนวิตกเกี่ยวกับต้นทุนและความเสี่ยงจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งการประเมินประสิทธิภาพ ต้นทุน และความเสี่ยงของการซื้อสินทรัพย์ อาจทำให้คณะกรรมการตลาดเปิด ลดหรือยุติการซื้อสินทรัพย์ก่อนแนวโน้มตลาดแรงงานดีขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่เฟดมีความเห็นตรงกันให้เดินหน้ามาตรการคิวอีมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์ จนกว่าตลาดแรงงานจะดีขึ้นอย่างมาก แต่เงินเฟ้อต้องไม่สูงจากระดับ 2%

การจับตาสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเห็นของคณะกรรมการเฟด อาจต้องรอสัปดาห์หน้า ในช่วงที่ประธานเฟดขึ้นชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการประจำสภาสหรัฐ จากนั้นจะต้องรอดูผลจากการประชุมครั้งต่อไปของคณะกรรมการเฟด ที่จะขึ้นวันที่ 19-20 มี.ค. ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการทบทวนแผนการซื้อสินทรัพย์อีกครั้งหนึ่ง กระนั้น หากมองในภาพรวมแล้ว ข้อมูลทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการลดใช้จ่ายภาครัฐ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐ อาจยังไม่อยู่ในสภาพเข้มแข็งพอเปิดทางให้เฟดบรรเทานโยบายผ่อนคลายการเงินเร็วๆ นี้ เพราะอัตราว่างงานยังอยู่ที่ระดับ 7.9% อันสูงกว่าเป้าหมายที่เฟดกำหนดไว้ที่ 6.5% ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับการเริ่มเข้มงวดทางการเงิน

ขณะที่ในฟากของยูโรโซน หรือ 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ซึ่งมีความหวังเรืองรองว่าเศรษฐกิจน่าจะแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวและหลุดพ้นจากภาวะถดถอย แต่ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยออกมา กลับสะท้อนว่าภาวะตกต่ำของภาคธุรกิจ เลวร้ายอย่างที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง เนื่องจากดัชนีพีเอ็มไอ ที่สำรวจจากภาคธุรกิจและสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายเดือน ปรับตัวลงช่วงเดือนก.พ. เหลือ 47.3 จาก 48.6 และสภาพการณ์ในเยอรมนีกับฝรั่งเศสแตกต่างกันมากที่สุดตั้งแต่มีการเริ่มรวบรวมสถิติเมื่อปี 2541 โดยบริษัทในเยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป มีการเติบโตที่ค่อนข้างยั่งยืน ขณะที่บริษัทในภาคบริการฝรั่งเศส ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่รองลงมา ตกอยู่ในภาวะซบเซามากที่สุดตั้งแต่ครั้งภาวะถดถอยครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2552 ดัชนีพีเอ็มไอยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจยูโรโซนหดตัว 0.2-0.3% ช่วงไตรมาสแรก หลังจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วคาดว่าเศรษฐกิจหดตัว 0.4% สภาพการณ์ดังกล่าวแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่ายูโรโซนจะมีสภาพแค่ซบเซาในไตรมาสแรก

การที่เศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตกมีแนวโน้มซบเซา น่าจะทำให้กระแสเงินทุนยังไหลเข้าสู่เอเชียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศต่างๆ ก็เตรียมตัวรับมือ อย่างเกาหลีใต้ที่ค่าเงินผันผวนอย่างมากทั้งปีที่แล้วและปีนี้ ปรากฏว่าว่าที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้พูดชัดเจนว่าตระหนักดีถึงความสำคัญของเสถียรภาพค่าเงินที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพึ่งพาการส่งออก พร้อมรับปากว่ารัฐบาลใหม่พร้อมเข้าแทรกแซงเพื่อสร้างเสถียรภาพเงินวอน และปกป้องผู้ส่งออกจากการแข็งค่าของเงินวอน ขณะที่ไทยนั้นก็ต้องจับตาสถานการณ์ในโลกอย่างใกล้ชิด เพราะแนวโน้มต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา