น้ำจืด น้ำสะอาด เย็นฉ่ำนอกจากสร้างความชุ่มชื่น สร้างชีวิตชีวาแล้วยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกชีวิตบนโลกนี้
เพราะน้ำคือรากฐานความมั่นคงและการดำรงอยู่ของชีวิต ทั้งมิติยุทธศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ชีวิตมีกำเนิดรอบๆ แหล่งน้ำมาตั้งแต่อารยธรรมโบราณ ทั้งลุ่มน้ำแยงซี ไนล์ ไทกริส-ยูเฟรติส คงคา โขง และแม่น้ำเจ้าพระยาบนที่ราบลุ่มสุวรรณภูมิอันอุดมสมบูรณ์ดั่งธรณีทองคำ
โลกเราแม้จะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่มากก็จริง แต่ก็เป็นน้ำเค็มเสียส่วนใหญ่ การเข้าถึงน้ำจืด น้ำสะอาดในแต่ละภูมิภาคก็เหลื่อมล้ำกัน มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่ชาวโลกเข้าถึงการใช้น้ำได้โดยตรง การบริการ และระบบนิเวศนั้นจึงสำคัญยิ่งกับการเติบโตและการขยายตัวของประชากร ความเป็นเมือง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และตลอดจนเรื่องของการใช้ที่ดิน และนโยบายด้านการพัฒนาของรัฐ ปริมาณน้ำฝน น้ำผิวดิน น้ำเน่า การบำบัด น้ำเสียล้วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการผลิต การบริโภคและการบริการจัดการน้ำทั้งสิ้น น้ำจึงเป็นเส้นเลือดของชีวิต หรือเปรียบเสมือนทองคำใสในทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับทองคำสีดำอันเป็นสินค้าเศรษฐกิจอย่างน้ำมัน หรือทองคำเปลวสีฟ้าอย่างก๊าซ
แต่การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศของโลกนั้นคุกคามความเสี่ยง และความล่อแหลมต่อความมั่นคงแค่ไหน เพราะมีบางคนเชื่อว่าอาจเกิดศึกชิงน้ำได้ในอนาคต อย่าง รายงานของ McKinsey(1) มองว่าความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นจาก 4,500 พันล้านลูกบาศก์เมตรไปอีกเกือบเท่าตัวในอีก 16-17 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม น้ำเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียน ระเหิด ระเหยแล้วก็เป็นฝนตกกลับมาในแม่น้ำ ทะเลสาบและน้ำใต้ดินลึกลงไปกว่า 2000 เมตร ที่เป็นแหล่งน้ำและดินเปียกชุ่ม มนุษย์เราใช้น้ำร้อยละ 70 เพื่อการชลประทาน ร้อยละ 22 เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งมักใช้น้ำไปเพื่อการชะล้าง ทำความสะอาดวัตถุดิบ สินค้าและเครื่องจักร หรือใช้ในกระบวนการหล่อเย็น หรือในกระบวนการผลิต และเพียงร้อยละ 8 ใช้เพื่อการบริโภคในครัวเรือน(2) ว่ากันว่า 88.4 ล้านคนบนโลกนี้ ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ขณะที่กว่า 2 พันล้านคนละเลยกับการเข้าถึงบริการสุขอนามัย และ 1 ใน 6 ของประชากรโลกไม่ได้รับน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอประมาณ 50 ลิตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งปริมาณนี้เท่ากับน้ำซักโครกครั้งเดียวของบางประเทศ(3)
ดังนั้น บางคนเลือกที่จะไม่รอให้โลกแล้งน้ำจึงรู้คุณค่า แต่กลับพลิกเป็นการมองที่สอดคล้องเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี และอาจมองไปไกลเฉกเช่นเดียวกับ รอยเท้าก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ซึ่งอยู่ใต้แนวคิดว่า "ใครทำใครจ่าย" อันเป็นเกมกดดันการค้าคู่ขนานไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม ดังนั้นน้ำในอนาคต ก็คงไม่ต่างไปจากแนวคิดของคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อลดมลพิษ รักษาแหล่งน้ำและระบบนิเวศ ลดการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเคมี รักษาโซนความชุ่มชื่นให้เป็นธรรมชาติ รักษาคุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้ในครัวเรือน ลดความเสี่ยงเรื่องน้ำแล้ง น้ำหลาก สร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วมในการรักษาแหล่งน้ำของแต่ละชุมชนนั้น เพราะน้ำ คือ หัวใจของชีวิต และทองคำทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
น้ำนั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมชีวิตของมนุษย์หลายประการ นอกเหนือจากการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังอุดมประโยชน์ อาทิเช่น น้ำกับอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร น้ำตาล ยา การก่อสร้าง อุตสาหกรรมทอผ้า และกลไกการผลิตรถยนต์
คุณทราบไหม ถ้าอาบน้ำฝักบัว 1 ครั้งนั้นจะใช้น้ำโดยประมาณ 30 -60 ลิตร ถ้าขี้ร้อนจัด แช่อ่างก็ต้องใช้น้ำมากกว่า 3 เท่า การล้างจานใช้น้ำ 30 - 50 ลิตร เครื่องซักผ้าใช้น้ำ 3-4 เท่าของการอาบน้ำฝักบัว ส่วนการใช้น้ำดื่มกิน ปรุงอาหารก็ประมาณ 2 ลิตรต่อวันต่อคน(4) หรือน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม อาทิเช่น น้ำตาล 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 100 ลิตร กระดาษ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำเกือบ 300 ลิตร แต่ผลิตรถยนต์คันหนึ่งใช้น้ำถึง 35,000 ลิตรทีเดียว
หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการพลังงานจะเพิ่ม กระทรวงพลังงานก็มีการกำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานทั้งหมด และเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะส่งผลให้มีการใช้น้ำสูงขึ้น อาทิเช่น การใช้น้ำต่อหน่วยผลผลิตปาล์มน้ำมัน สำหรับผลิตไบโอดีเซลมีค่าเท่ากับ 2,139 ลูกบาศ์กเมตรต่อตัน(5) ซึ่งเป็นการใช้น้ำจากการคายระเหยของน้ำฝนร้อยละ 50 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตก็จะต่างไปแล้วแต่ละพื้นที่ นี่เป็นความเชื่อว่ากิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นมีการทิ้งร่องรอยเสมอ ถ้าเช่นนั้นคุณลองทายสิว่า กาแฟถ้วยหนึ่งที่คุณดื่มนั้น ใช้น้ำในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางในมือคุณนั้นมีประมาณเท่าไร ?
คำตอบจะเริ่มจากการคำนวณตั้งแต่ต้นทาง จากกาแฟต้นเล็กๆ ซึ่งกว่าจะเติบโตมีเมล็ดพอเก็บเกี่ยวได้ นำมาคั่ว จัดหีบห่อ ขนส่ง นำไปขาย จนกระทั่งแปรรูปเป็นกาแฟถ้วยที่คุณถืออยู่นี่ มีรอยเท้าแฝงของการใช้น้ำอยู่ถึง 140 ลิตร(6) ฉะนั้น ลองคำนวณง่ายๆ ว่าคนที่เข้าออกกรุงเทพฯ 10 - 13 ล้านคนต่อวัน นี้จะใช้น้ำเท่าไร หรืออย่างสนามกอล์ฟเขียวสดงดงามวิวสวยที่คนมีระดับใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย และเจรจาธุรกิจนั้นจะมีการใช้น้ำปริมาณเท่าไรต่อวัน ? หรือถ้าใช้รถบรรทุก 10 ล้อ ขนน้ำ จะต้องใช้กี่ตัน กี่คัน และถ้าเอารถบรรทุกมาต่อๆ กันจะยาวแค่ไหน กี่กิโลเมตร หรือจะเท่ากับการเดินทางไปกลับจากกรุงเทพฯ ถึงเมืองไหน หรือถ้าเป็นท่อส่งน้ำจากแหล่งน้ำจะยาวกี่กิโลเมตรในการเดินทางของน้ำ เฉพาะแค่การใช้สำหรับทุกสนามกอล์ฟโดยภาพรวมทั้งประเทศนี้ จะเท่ากับระยะทางจากผิวโลกสู่ใจกลางแผ่นดิน หรือทะลุฟ้าไปสู่ดาวดวงไหน ? ว่าไปแล้ว นวัตกรรมทางความคิดนี้ อีกไม่นานนักก็อาจจะมีการคำนวณออกมาเชิงเศรษฐกิจจากกายภาพในองค์ประกอบของห่วงโซ่อุปทานการผลิต จนถึงการบริโภคซึ่งเป็นภาพรวมการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่มองสัมพันธ์กับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มที่หาช่องทางการค้า ย่อมเห็นโอกาสเบื้องหน้าในการทำเงิน กดดันทางธุรกิจการค้า แก้ปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม ไปในตัว เหมือนแนวคิดรุ่นพี่อย่างคาร์บอนฟุตพรินต์ นั่นเพราะความต้องการเพิ่ม ขณะที่ทรัพยากรน้ำมีจำกัด ตลอดจนภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ย่อมเป็นช่องว่างรอยโหว่ให้สวมรอยทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิตในการส่งออกและเพื่อใช้ภายในประเทศ
สิ่งที่ต้องตระหนัก ประการหนึ่งก็คือการลงทุนจากภายนอกแต่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และทิ้งร่องรอยของเสียมลพิษสีเทาไว้ภายใต้เครดิตของธรณีทองคำแห่งนี้คุ้มค่าหรือไม่ นั่นแหละชุมชนต้องตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดชีวิตและผลประโยชน์ของชุมชน ของประเทศเพื่อรักษ์ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไป
(1) www.McKinsey.com, (2) www.unesco.org, (3) WHO / UNICEP 2010, (4) www.coursdeau.com (5)A.K. Chapagam and A.Y. Hoekstra, 2007,(6)http://dprn.pnru1.com






