background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หลากมิติของความรักใน “Les Miserables”

หลากมิติของความรักใน “Les Miserables”

แม้จะผ่านวันแห่งความรักมาแล้วและแม้ว่าผู้เขียนได้ออกปากกับบก.คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่านว่า ผู้เขียนคงไม่เหมาะที่จะเขียนประเด็นเกี่ยวกับความรัก

แต่เมื่อมานั่งตรึกตรองดู ก็พบว่า ที่ออกปากไปนั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะอันที่จริงผู้เขียนก็มีประเด็นของความรักที่อยากจะเขียนถึงอยู่เหมือนกัน แต่มุมมองของความรักดังกล่าวนี้จะขอหยิบภาพสะท้อน “หลากมิติของความรัก” ที่ได้พบจากวรรณกรรมเรื่องหนึ่งคือเรื่อง “Les Miserables” หรือ “เหยื่ออธรรม” มาให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาดูว่า……

ความรักที่เรามักรำลึกถึงว่าเป็นกระแสหลักของความรักในวันแห่งความรักเป็นความรักเพียงมิติเดียวหรือไม่ และถ้าหากความรักกระแสหลักนี้เป็นความรักเพียงหนึ่งมิติในความรักหลากมิติเท่านั้น ก็แสดงว่าความรักมีมากกว่าหนึ่งมิติ ความรักมิติอื่นๆ เป็นอย่างไร และความรักแต่ละมิติมีความประสานสอดคล้องหรือคัดง้างหรือปะทะประสานกันอย่างไร เพราะเหตุใดความรักในวันแห่งความรักจึงกลับกลายมาเป็นความรักมิติเดียว

ก่อนหน้าที่จะเขียนนวนิยายเล่มโด่งดังค้างฟ้าที่ชื่อว่า “เหยื่ออธรรม” นี้นักเขียนชาวฝรั่งเศส วิกเตอร์ อูโก ได้เขียนนวนิยายอีกเล่มที่โด่งดังไม่แพ้กันคือ “คนค่อมแห่งนอสเทอร์ดาม” โดยอูโกยังคงเน้นกระแสหลักของความรักของชายหญิงแม้ว่าจะมีกลิ่นอายของมนุษยนิยมปะปนมาบ้าง แต่เมื่อก้าวข้ามไปสู่ “เหยื่ออธรรม” ด้วยบริบทของวัยและประสบการณ์ในชีวิตของอูโกเอง ผู้เขียนกลับพบว่าแม้ว่าธีมหรือแกนของเรื่องจะยังคงเดินไปด้วยเรื่องของความรักแต่เป็นความรักในรูปแบบที่พัฒนาและขยายขอบเขตออกไปจากกรอบของกระแสหลักของความรัก กล่าวคือธีมหลักของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความรักที่เป็นนามธรรมและครอบคลุมกว้างที่สุดก็คือ ความรักในมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ แบบที่เรารู้จักกันว่า มนุษยนิยม หรือ humanism

ความรักในมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ของอูโกนี้ก่อตัวขึ้นพร้อมๆ ไปกับความเชื่อมั่นและศรัทธาในมนุษย์ ผู้ซึ่งสามารถที่จะก้าวเข้ามากำหนดชะตากรรมของตัวเองผ่านข้อจำกัดของตัวบุคคลและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความรักในมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ของอูโกในเหยื่ออธรรมนี้กลับมีความสลับซับซ้อนและไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองโดดๆ เนื่องจากความรักนี้กลับเกาะเกี่ยวและประสานไปกับความรักในพระเจ้า ความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ และความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า

ภาพสะท้อนที่สำคัญก็คือการพลิกผันชะตากรรมและทางเดินชีวิตของตัวเอกของเรื่อง คือ วัลฌอง ซึ่งสามารถพลิกผันตนเองจากการเป็นคนชั้นต่ำ ขโมย นักโทษ และถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นอดีตนักโทษผู้มีหมายเลข 24601 เป็นตราประทับติดตัว มีแต่ความเกรี้ยวกราดในชะตากรรมของตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ จนกลายเป็นนายกเทศมนตรี เจ้าของโรงงาน นายจ้างผู้อารีที่รักษาคำมั่นสัญญายิ่งชีพ มีความรักความศรัทธาต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างลึกล้ำ

แต่การพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือของคุณลักษณะของตัวเอกอย่างวัลฌองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวของเขาเองโดดๆ และไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบราบรื่น การเปลี่ยนแปลงของวัลฌองกลับเกิดขึ้นจากลูกโซ่ของการกระทำของคนอื่นที่สัมพันธ์กับวัลฌองอีกทอดหนึ่งและเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ต้องผ่านการปะทะ คัดง้างกันอย่างหนักของความขัดแย้งในความเชื่อของตัววัลฌองเอง

นอกจากความรักและความศรัทธาในมนุษย์ที่มีความเกาะเกี่ยวกับความรักและศรัทธาในพระเจ้าที่สะท้อนให้เห็นผ่านการดำเนินไปของชีวิตของตัวเอกอย่างวัลฌองแล้ว ความรักความศรัทธาในมนุษย์ด้วยกันยังสะท้อนผ่านขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีอุดมคติและฝูงชนที่ยากไร้ที่รวมตัวกันโดยมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพชีวิตที่ดีกว่าแม้ว่าการเรียกร้องเหล่านี้จะกระทำไปผ่านสุ้มเสียงและท่วงทำนองอันกราดเกรี้ยวที่สิ้นสุดด้วยความรุนแรงและโศกนาฏกรรมปิดท้าย

แต่ความรักและความศรัทธาในมนุษย์ยังต้องปะทะกับความรักและความศรัทธาแบบเถรตรงที่มีต่อการรักษากฎหมายและระเบียบ ความเชื่อในการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของชนชั้นและอุปนิสัยของมนุษย์ ของนายตำรวจอย่างจาแวร์ ที่แสดงให้เห็นผ่านการปะทะคัดง้างกันอย่างหนักกับตัวเอกอย่างวัลฌองอยู่ตลอดทั้งเรื่องโดยมีภาพของความเห็นแก่ตัวและความเลวร้ายที่ยากจะเยียวยาได้ของผัวเมียเตนาร์ดิเยร์และกลุ่มชนที่ยากไร้เป็นฉากหลัง

การปะทะกันระหว่างความรักที่ดำเนินไปผ่านท่วงทำนองที่เข้มงวดแบบตายตัวของจาแวร์และความรักความศรัทธาอันไม่โรยแรงของวัลฌองยังถูกนำมาเทียบเคียงกับความรักแบบไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุดของแม่คือฟองทีนมีต่อลูกสาวคือโกแซตต์ และความรักนี้ส่งทอดต่อไปผ่านคำมั่นสัญญาที่วัลฌองมีต่อฟองทีน ไปเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุดของวัลฌองในฐานะพ่อมีต่อโกแซตต์

ส่วนความรักกระแสหลักในวันแห่งความรักกลับถูกจัดวางให้เป็นเพียงส่วนย่อยและเกาะเกี่ยวไปกับความรักในรูปแบบมนุษยนิยมที่กว้างกว่าแต่ในบางครั้งก็คัดง้างและขัดแย้งกัน โดยอูโกหยิบยกมาให้เห็นในรูปแบบของความรักอันฉาบฉวยแบบหนุ่มสาวในรุ่นพ่อแม่ที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมของผู้หญิงแบบฟองทีน ความรักแบบหนุ่มสาวในรุ่นลูกของโคเซ็ตและมาริอุสที่จบลงแบบสุขนาฏกรรมได้โดยอาศัยโศกนาฏกรรมการเสียสละของเอโพนีนและวัลฌอง

ความรักใน “เหยื่ออธรรม” จึงมีหลากหลายมิติครอบคลุมไปตั้งแต่ความรักแบบนามธรรมที่กว้างขวางและจับต้องได้น้อยไปสู่ความรักที่เป็นนามธรรมที่ตีกรอบให้แคบลงและจับต้องไปได้บ้างไปสู่ความรักแบบรูปธรรมที่คับแคบซึ่งเป็นความรักที่สอดคล้องและใกล้เคียงกับความรักกระแสหลักมากที่สุด

สีสันและชีวิตที่อูโกเขียนให้เห็นผ่านความรักหลากมิติ รวมถึงภาพของการเทียบเคียง ประสานสอดคล้อง และปะทะคัดง้างกันของความรักในมิติต่างๆ ที่เกาะเกี่ยวกันไปในนวนิยายเล่มนี้ ท้ายที่สุดได้ถักทอกันขึ้นเป็นข่ายใยแห่งชะตากรรมของตัวละครแต่ละตัวในนวนิยายเรื่องเหยื่ออธรรม

ภาพของความรักใน “เหยื่ออธรรม” จึงมีหลากหลายมิติให้เราเรียนรู้ ผู้เขียนจึงอยากจะเชิญชวนให้ผู้อ่านลองหยิบ “เหยื่ออธรรม” มาอ่านเพื่อช่วยกันค้นหาและเรียนรู้มิติที่หลากหลายของความรัก เพื่อก้าวให้ไกลไปกว่าความรักกระแสหลักในวันแห่งความรัก