วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติไฟฟ้าเมษาฯ สะท้อนความเปราะบางยิ่งของไทย

มาตรการประหยัดไฟฟ้าแบบเก่าๆ กลับมาได้รับการกล่าวขานอีกครั้งหนึ่ง แต่ “วิกฤติพลังงานเดือนเมษาฯ” ครั้งนี้

ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่คาดฝันมาก่อน ดังนั้น การใช้วิธีที่คาดเดาได้ล่วงหน้าจึงไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้

ครม. ประชุมเรื่องนี้ ส่งสัญญาณของความเร่งด่วนระยะสั้น แต่เรายังต้องการมาตรการระยะกลางและระยะยาวอย่างจริงจัง เพื่อไม่ต้องเกิดอาการตระหนกกะทันหันอย่างที่เห็นอยู่

ที่พม่าจะหยุดส่งก๊าซธรรมชาติมาให้ไทยช่วง 4-12 เมษายน เพราะต้องซ่อมท่อนั้น น่าจะเป็นเรื่องการ “ปิดซ่อมบำรุง” ปกติ ที่เราควรจะรู้ล่วงหน้าพอสมควร

เรารู้ด้วยซ้ำว่าการที่ปริมาณก๊าซที่พม่าส่งมาไทยหายไปประมาณวันละ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต เทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า 6 โรง จำนวน 6,000 กิโลวัตต์

การขอให้พม่าเลื่อนการปิดซ่อมบำรุงจากแหล่งยาดานา ออกไปประมาณ 1 สัปดาห์ ให้ตรงกับช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ของไทย อันเป็นระยะเวลาที่ผู้ประกอบการจะหยุดโรงงาน และการใช้ไฟฟ้าจะน้อยลงนั้น เขาบอกมาแล้วว่าอาจเลื่อนได้เพียง 2-3 วันเท่านั้น

มาตรการหนึ่งของกระทรวงพลังงาน คือ สั่งให้ใช้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โรงไฟฟ้าน้ำมันเตา และ โรงไฟฟ้าน้ำมันดีเซล มาผลิตไฟฟ้าทดแทนก่อน

ซึ่งก็แปลว่า จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ FT ในช่วงนี้สูงขึ้น เพราะว่าน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้า

ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการ “ปลุกให้คนไทยตื่น” หรือ wake-up call ว่า วิกฤติพลังงานไทยนั้นเกิดได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

เคยกลัวกันด้วยซ้ำว่า หากการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลพม่า กับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่อยู่ใกล้ๆ กับชายแดน มีผลกระทบต่อท่อส่งก๊าซ จะมิส่งผลให้เกิดความวุ่นวายต่อการผลิตไฟฟ้าของเราหรือ?

ในหลายๆ กรณี เราจึงอยู่รอดด้วยโชคและความบังเอิญ เพราะต้องภาวนาว่าสิ่งเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น เพราะหากมันเกิด เราก็ไม่มี “แผนรองรับ” ที่พร้อมจะใช้อย่างไร้รอยต่อได้เลย

เพราะเพียงแค่เขาจะหยุดซ่อมบำรุง 1 สัปดาห์ ก็กลายเป็นเรื่องโกลาหลกันไปทั่วประเทศได้ถึงเพียงนี้

ข่าวบอกว่า นายกฯ สั่งให้ส่วนราชการทุกแห่งนำร่องในการประหยัดไฟฟ้าและพลังงาน โดยให้ทุกหน่วยงานลดการใช้พลังงานลง 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และหากหน่วยงานใดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกิน 15% จะตัดงบประมาณประจำปีในปีงบประมาณต่อไป

โฆษกรัฐบาล บอกว่า นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้เปิดเครื่องปรับอากาศและลิฟต์ให้เป็นเวลาเท่าที่จำเป็น ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 25-26 พร้อมให้ตรวจล้างเพื่อประสิทธิภาพ ส่วนลิฟต์ก็ให้เปิดใช้บางตัวและเปิดใช้ชั้นเว้นชั้น

อีกทั้งยังพูดถึงการใช้ car pools และตรวจสอบการจำกัดความเร็ว อีกทั้งส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ คู่กับก๊าซเอ็นจีวี

ขณะเดียวกัน ครม. จะทำเป็นตัวอย่าง ด้วยการไม่ใส่เสื้อสูทประชุม ครม. และให้หน่วยราชการปฏิบัติตามด้วย แต่ให้ยกเว้นโรงพยาบาลและท่าอากาศยานที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามนี้ เพราะมีความจำเป็นต่อการบริการสาธารณชน

ตามมาด้วยการประกาศจากธนาคารพาณิชย์บางแห่งว่าเตรียม “แผนฉุกเฉิน” ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมกลัวว่าค่า FT จะพุ่ง ทำให้ค่าใช้จ่ายการผลิตสูงตามไปด้วย

สะท้อนว่าสถานภาพพลังงานของประเทศไทย “เปราะบาง” อย่างยิ่ง และจำเป็นจะต้องมีการทบทวนแผนระดับชาติกันให้ละเอียดรอบคอบ ด้วยวิสัยทัศน์และความกล้าหาญทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ขอยืนยันว่า แนวคิด “ประชานิยม” เป็นการสวนทางกับการวางแผนพลังงานอนาคตของประเทศ ที่ต้องการวินัยและความเคร่งครัด กับประสิทธิภาพการบริหารระดับชาติอย่างยิ่ง