วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก ‘เคอร์ฟิว’ ภาคใต้ ถึง ‘เปิดเวทีพูดคุย’

พอรัฐบาลประกาศว่าจะใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง แทน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในบางพื้นที่ เพื่อเปิดทางเน้นการใช้มาตรา 21

ให้มีการพูดจาและมอบตัวเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ด้วยวิธีการสันติ คำถามแรกของผม ก็คือว่า

ทำไมจึงเพิ่งคิดจะทำ?

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกประชุมผู้นำฝ่ายความมั่นคง และการเมือง เมื่อวันจันทร์ หลังจากเกิดเหตุร้ายต่อเนื่องที่ 3 จังหวัด ที่ทำให้เห็นว่า “ความปกติ” ยังไม่อาจจะหวนคืนมาได้ แต่ที่น่าแปลกใจคือข้อสรุปที่ว่าจะหันมา “เปิดเวทีพูดคุย” แทนที่จะใช้กำลังหรือความเข้มข้นทางความมั่นคง

แน่นอนว่า จะต้องมีคำถามว่าการพลิกจุดยืนเช่นนี้ สวนทางกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนรุนแรงขึ้นหรือไม่ คำตอบจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็คือว่าแม้สถานการณ์ดูรุนแรง แต่เมื่อลงลึกถึงรายละเอียดแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น

ท่านยกเหตุการณ์ที่จังหวัดปัตตานี ว่า เป็นลักษณะระเบิดเพลิง ฝ่ายผู้ก่อเหตุร้ายเน้นข่มขู่พี่น้องประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ร่วมมือกับรัฐ "สะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้ประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐมากขึ้น สุดท้ายเมื่อไปไม่ถึงเป้าหมายประชาชน ก็จะเปลี่ยนเป้ามาที่เจ้าหน้าที่รัฐแทน"

นี่เป็นการเปลี่ยนจากการประกาศใช้เคอร์ฟิว ที่เหมือนว่าจะเป็นการลุยหนักหน่วงต่อ มาเป็นการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เหมือนเป็นการเปลี่ยนจุดยืนกะทันหันหรือไม่?

เลขาฯ สมช. บอกว่า เรื่องเคอร์ฟิวไม่ใช่ความริเริ่มของรัฐ หากแต่เป็นความคิดของรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง เท่านั้น
แต่เมื่อฟังเสียงทหาร พลเรือน ข้าราชการ และ ประชาชน ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า "ไม่ต้องการใช้เคอร์ฟิว" ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงต่อกัน ก็เปิดพื้นที่คุยกัน

ท่านบอกว่า แนวทางนี้จะเป็นการ “ลดโทน” ลงมาเอง

แนวคิดเรื่องใช้สันติวิธีเป็นทางเลือกทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสงบ เพราะว่าพิสูจน์กันมาแล้วในทุกประเทศที่เคยเผชิญกับปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ ว่าไม่มีความขัดแย้งใดที่ยุติลงได้โดยไม่เจรจากัน ไม่หันหน้ามาแลกเปลี่ยนความเห็น และต่อรองเงื่อนไขของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด คือ เหตุการณ์ทางใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อสู้กันมาหลายสิบปี และเพิ่งจะหาข้อตกลงได้ด้วยการเจรจาเพื่อแบ่งสรรอำนาจการปกครองและทรัพยากร และแม้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสถานการณ์ของมินดาเนา ที่ฟิลิปปินส์จะแตกต่างในรายละเอียดหลายด้านกับปัญหาภาคใต้ของไทย แต่ในภาพกว้างและทิศทางของการนำไปสู่การแก้ปัญหานั้น ย่อมจะมีโครงและวิธีคิดเดียวกัน...นั่นก็คือการนั่งลงพูดจากัน แทนที่จะใช้อาวุธเข่นฆ่ากันอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

การใช้มาตรา 21 เพื่อเปิดให้มีการมอบตัว หรือการ “ลดโทน” ความรุนแรงจากฝ่ายรัฐนั้น จะมีผลทางปฏิบัติได้ต้องไม่ใช่เพียงแต่ประชุมแล้วให้สัมภาษณ์เท่านั้น หากแต่จะต้องมีขั้นตอนและรายละเอียดในทางปฏิบัติ และปูพื้นให้ประชาชนได้รับทราบทิศทางที่ชัดเจนว่านโยบายใหม่นี้จะเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไร

เพราะว่าสาเหตุแห่งความขัดแย้งต่อเนื่องและหนักหน่วงขึ้นทางใต้นั้น มาจาก “ความไม่ไว้ใจกันและกัน” มาช้านานแล้ว และหากฝ่ายรัฐไม่แสดงความจริงใจและจริงจัง อีกทั้งนโยบายขาดเอกภาพในหน่วยงานรัฐทั้งหลายจะทำให้ความคิดที่จะ “นั่งลงคุยกัน” กลายเป็นหมันอีกครั้งหนึ่ง

หากฝ่ายการเมืองในกรุงเทพฯ พูดถึงเรื่อง “เคอร์ฟิว” ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงพูดถึง “เปิดเวทีพูดคุยกัน” ก็เห็นความแปลกแยกในระดับนโยบายอย่างชัดแจ้ง

ยิ่งถ้าหากนายกรัฐมนตรีต้อง “ดุ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ว่า ไม่เต็มใจทำงานเรื่องภาคใต้ และต้องกำชับให้ลงพื้นที่มากขึ้น ตามมาด้วยคำตอบของรองนายกฯ ว่าจะลงไปใต้หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ยิ่งเห็นว่าคนระดับนโยบายในกรุงเทพฯ เห็นลำดับความสำคัญและเร่งด่วน ของปัญหาภาคใต้ต่ำต้อยเพียงใด