วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคาท์ดาวน์การคลังสหรัฐ

สัปดาห์ที่แล้ว สำนักงบประมาณของสภาคองเกรสสหรัฐ หรือ Congressional Budget Office (CBO) ได้ออกรายงานฉบับใหม่ว่าด้วยการคาดการณ์สถานะการคลัง

ของรัฐบาลสหรัฐในอนาคต

โดยสรุปพบว่า เมื่อมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า การขาดดุลภายใต้กฎหมายปัจจุบัน มูลค่าการขาดดุลจะอยู่ที่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับเมื่อกว่า 6 เดือนที่แล้ว สืบเนื่องมาจากกฎหมายฉบับที่สภาคองเกรสได้ผ่านออกมาเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเพื่อเลี่ยงปัญหา Fiscal Cliff โดยลำพังแค่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลดอัตราภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาก็เพิ่มการขาดดุลถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว

ผู้เขียนขอทบทวนกฎหมายฉบับดังกล่าวที่มีชื่อ the American Taxpayer Relief Act of 2012 ว่าประกอบด้วย หนึ่ง ลดอัตราภาษีของผู้มีรายได้ประเภทบุคคลธรรมดา สอง การเพิ่มค่าลดหย่อนให้กับผู้ที่แต่งงานแล้วและการให้เครดิตภาษีให้กับบุตร สาม การคงอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหลักทรัพย์และเงินปันผลไว้ที่ร้อยละ 15 และ ท้ายสุด กฎหมายที่เกี่ยวกับการโอนที่ดินและของขวัญยังคงเหมือนกับที่ผ่านมาเกือบจะทั้งหมด

ทั้งนี้ แม้การขาดดุลของภาครัฐจะเหลือเพียง 8.45 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2013 ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มูลค่าการขาดดุลลดลงจนต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 5.3 ของจีดีพี หรือคิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของการขาดดุลในปี 2009

อย่างไรก็ดี หากกฎหมายฉบับดังกล่าวยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง การขาดดุลของรัฐบาลก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ในช่วงระหว่าง ปี 2014-2023 มูลค่าการขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐตามการคาดการณ์กรณีพื้นฐานของ CBO จะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 73 ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 39 ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา หรือเพียงร้อยละ 36 หากพิจารณา ณ สิ้นปี 2007 ซึ่งทาง CBO ยืนยันว่าการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นการคำนวณแบบตรงไปตรงมาจากรายได้และค่าใช้จ่ายภาครัฐตามกฎหมายที่ใช้กันอยู่

หากพิจารณาการขาดดุลไปจนถึงปี 2043 การขาดดุลของสหรัฐมีความเป็นไปได้ว่าจะแตะร้อยละ 153 ในปี 2035 และถึงเกือบร้อยละ 200 ในปี 2043 ดังรูป แทบไม่ต่างจาก สถานการณ์ของกรีซในขณะนี้

ทั้งนี้ นิตยสาร Barron’s ยังได้วิเคราะห์ไว้ว่าการเพิ่มอัตราภาษีของผู้มีรายได้สูงของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ด้วยอัตราภาษีถึงร้อยละ 50 กับผู้มีรายได้สูงสุด 1 ใน 100 ส่วนบนของประชาชนสหรัฐ สามารถเพิ่มรายได้อีก 5 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับกองหนี้กว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ ถือได้ว่าช่วยในเรื่องการขาดดุลของสหรัฐได้เพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ การตัดสินใจเชิงนโยบายภายใน 3 เดือนข้างหน้า ต่อไปนี้ จะมีผลอย่างมากต่อภาพรวมของงบประมาณรัฐบาลสหรัฐ ได้แก่

หนึ่ง การลดลงของค่าใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ หรือ Sequestration ในต้นเดือนมีนาคมนี้ จะส่งผลให้เม็ดเงินที่มีให้กับรัฐบาลสหรัฐลดลงร้อยละ 5 หรือมากกว่านั้น

สอง แหล่งเงินสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรการและการดำเนินงานกำลังจะหมดลงปลาย เดือนมีนาคมนี้ หากไม่มีการจัดสรรเงินให้ การทำหน้าที่ในส่วนนี้ก็จะต้องหยุดลง

ท้ายสุด การจำกัดวงเงินของหนี้ภาครัฐหรือเพดานหนี้ตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกชั่วคราวกำลังจะถูกนำกลับมาใช้อีกรอบกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังอาจยื้อเวลาได้เพียงชั่วคราว เนื่องจากหนี้ของรัฐบาลสหรัฐเกินลิมิตนี้แน่ภายในปีนี้หากไม่มีการเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดอัตราภาษีร้อยละ 25 ของรายได้ที่ให้กับแพทย์ในโครงการ Medicare หรือสวัสดิการทางการแพทย์ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในปี 2014 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กำลังรอการตัดสินใจของนักการเมืองสหรัฐ

คราวนี้ หันมาดูฝั่งนักการเมืองสหรัฐกันบ้าง ที่ในตอนนี้ต่างก็มีข้อเสนอมาไม่ขาดสาย อาทิเช่น นายแฮรี รีด ประธานวุฒิสมาชิก พรรคเดโมแครต เสนอให้มีแพ็คเกจเพิ่มภาษีมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์และตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนแทน Sequestration หรือจะเป็นนายจอห์น เบนเนอร์ ที่เสนอให้ ตัดค่าใช้จ่าย 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์จากงบว่าด้วยการสนับสนุนสินค้าเกษตรและงบกลาโหม

ท้ายสุด ประเด็นการเมืองสหรัฐในเรื่องงบประมาณสำหรับช่วงต่อไป มีดังนี้ หนึ่ง พรรครีพับลิกันคงจะไม่ยอมเจรจาประเด็นเพดานหนี้ หากประธานาธิบดีโอบามาไม่ยอมผ่อนปรนการช่วยเหลือสวัสดิการสังคมที่มีมากเกินไปตามความเห็นของพรรค รีพับลิกัน สอง หากไม่มีข้อตกลงเรื่อง Sequestration เศรษฐกิจสหรัฐจะโดนผลกระทบต่อจีดีพีราวร้อยละ 0.6 และ สาม ข้อตกลงในประเด็นดังกล่าวในอีก 2 สัปดาห์นี้ คงมีการต่อรองกันอย่างหนัก และอาจส่งผลกระทบต่อประเด็นเพดานหนี้ด้วย

โดยสรุป สถานการณ์การคลังของสหรัฐยังดูแล้วน่ากังวลอยู่ อีกทั้งไม่ได้สวยหรูเหมือนกับที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวไว้ในสุนทรพจน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเลยครับ


หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ