นักวิชาชีพมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพคอยกำกับซึ่งออกบังคับโดยองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ
ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรธุรกิจ องค์กรเอกชน ก็มีกฎหมายและกฎระเบียบขององค์กรกำกับ สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่ไม่มีองค์กรวิชาชีพให้สังกัด ก็มีกฎระเบียบของสังคม ศีลธรรมของศาสนา และกฎหมายของบ้านเมืองคอยกำกับ ไม่ให้ทำสิ่งที่ผิด เช่น กระทำการไม่ถูกต้อง กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นต้น และเมื่อทำผิดไปแล้วก็มีบทลงโทษหนักเบาตามความผิดที่ได้ทำลงไป
ในสมัยก่อนที่สังคมยังไม่มีความซับซ้อน สามารถแยกถูกแยกผิดได้อย่างชัดเจน เหมือนสีขาวกับสีดำ การกระทำอย่างใดจึงเป็นการกระทำที่ผิด การกระทำอย่างใดจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้อง สามารถระบุชัดตัดสินได้ง่าย แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ข้อกำหนดกฎเกณฑ์มีการเหลื่อมทับกันมากมาย ดังนั้น การที่จะชี้ถูกชี้ผิดจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเช่นเมื่อก่อน เหมือนสีดำกับสีขาวทาทับกันกลายเป็นสีเทา ยากที่จะชี้ชัดว่าส่วนใดสีขาว ส่วนใดสีดำ นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดช่องทางให้คนส่วนหนึ่งที่ไร้จริยธรรมใช้ช่องว่างของการเหลือทับซับซ้อนนี้ แสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบได้อย่างง่ายดายขึ้น หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำผิดก็ยังทำผิดได้โดยไม่รู้ตัว หรือโดยไม่ตั้งใจ หรือถูกป้ายความผิดได้ง่ายขึ้นหากไม่ระมัดระวังหรือประมาทเลินเล่อ แต่การกระทำโดยประมาท ไม่ตั้งใจ ไม่รู้ตัว ยังสามารถแก้ไขได้ หากผู้กระทำมีจิตสำนึกที่ดี มีศีลธรรม จรรยาบรรณ เคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่สำหรับคนไร้จิตสำนึก ไม่เคารพกฎเกณฑ์และจรรยาบรรณใดๆ นั้น เมื่อสามารถทำได้ง่ายขึ้นก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและแก่สังคมได้มหาศาล
การคอร์รัปชันจึงเกิดขึ้นมากมาย การที่ได้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ได้ในส่วนที่ไม่ควรได้ ย่อมถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยการคอร์รัปชันหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งสิ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกสาขาอาชีพถ้าผู้ประกอบวิชาชีพนั้นไม่มีความซื่อสัตย์ เช่น
1. ข้าราชการประจำและข้าราชการเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดกฎเกณฑ์เอื้อประโยชน์ในการประมูลงานหรือสัมปทานกิจการต่างๆ แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง แลกกับประโยชน์ตอบแทน หรือแม้จะไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนแต่ทำไปเพราะมีความสนิทสนม เป็นญาติเป็นมิตร ก็เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวแม้มีข้อให้สงสัยจนมีการสอบสวนสืบสวนโดยกระบวนการทางกฎหมาย แต่หลายกรณีก็ยากที่จะพิสูจน์ได้ เพราะกฎเกณฑ์ กฎหมาย ระเบียบ ต่างๆ เอื้อให้กระทำการได้นั่นเอง หากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้ง ประโยชน์ก็มักจะตกแก่จำเลยผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในที่สุด
2. นักธุรกิจทั้งหลายที่ให้ประโยชน์แก่ข้าราชการเพื่อให้เข้าข้างตนนั้นตามข้อ 1 ก็เป็นผู้กระทำผิดเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ยอมแข่งขันด้วยความเป็นธรรม เมื่อตนได้งานมาโดยไม่ถูกต้องก็ย่อมดำเนินการไปโดยไม่ถูกต้อง จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ดังที่เห็นได้อยู่เสมอๆ เช่น การก่อสร้างถนนหนทางที่ใช้งบประมาณนับร้อยนับพันล้านบาท แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึงปีก็มี เพียง ปีหรือสองปีก็มี ปรากฏว่า ถนนหนทางเกิดความเสียหาย เพราะใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน การผ่านการตรวจสอบรับมอบงานมาได้ก็ด้วยการติดสินบนผู้ตรวจรับงานซึ่งเป็นข้าราชการ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้เกิดจากการกระทำผิดของทั้งผู้รับเหมาะและข้าราชการ แต่น้อยนักที่จะสามารถเอาผิดได้ ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อ 1
3. นักข่าวและสื่อมวลชน ในปัจจุบันนี้มักถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอยู่เสมอ ในเรื่องการรับประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ว่าเหมาะสมกับสถานภาพหรือขัดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพหรือไม่ เช่น ผู้สื่อข่าวไปร่วมกิจกรรมกับบริษัท ห้างร้าน องค์กร และบุคคลต่างๆ ซึ่งมีการแจกสิ่งของหรือเงินทอง หรือประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบอื่นใด แล้วผู้สื่อข่าวก็รับเอาสิ่งของเงินทองนั้น การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการหมิ่นเหม่ต่อความผิดในเรื่องการรับสินบนซึ่งเป็นข้อห้ามแห่งวิชาชีพ เพราะเมื่อรับไปแล้วก็มีโอกาสที่จะกระทำการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้ในทางใดทางหนึ่ง เช่น นำเสนอข่าวอย่างไม่เป็นกลางโดยเข้าข้างผู้ให้สิ่งของ เป็นต้น
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ องค์การสื่อมวลชนไม่นำเสนอข่าวที่องค์กรธุรกิจบางแห่งกระทำความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวม เช่น ปัญหาเรื่องการปล่อยน้ำเสีย ปล่อยควันพิษ หรือ กระทำอื่นใดที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะองค์กรธุรกิจนั้นเป็นผู้สนับสนุนโฆษณาในสื่อของตนหรือมีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างหนึ่งอย่างใดร่วมกัน โดยเกรงว่า หากนำเสนอข่าวออกไปสู่สาธารณชน องค์กรธุรกิจนั้นจะเลิกสนับสนุนหรือเลิกเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ นี่ย่อมกล่าวได้ว่าองค์กรสื่อได้ละเมิดจริยธรรม จรรยาบรรณและหน้าที่ที่จะต้องเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตน แม้จะเป็นการกระทำที่มิชอบ แต่สื่อก็มีข้ออ้างให้ตัวเองพ้นผิดได้
ทั้งกรณีของผู้สื่อข่าวและกรณีขององค์กรสื่อมวลชน เมื่อเอาเข้าจริงแล้วก็มักจะไม่มีการเอาผิดกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วและจบลงโดยไม่มีการเอาผิดใคร
ความสลับซับซ้อนของกฎระเบียบและความสัมพันธ์ของคนในสังคม จึงเป็นเหมือนศัตรูที่แอบแฝงอยู่คอยชักจูง ชักนำ และล่อลวงให้คนกระทำผิดได้โดยง่ายทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ การที่คนใดคนหนึ่งไม่ยอมทำในสิ่งที่ผิดนั้น คนคนนั้นย่อมมีพื้นฐานศีลธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ที่มั่นคงเข้มแข็งมาก ซึ่งก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ดังจะได้ยินได้ฟังอยู่ว่า ข้าราชบางคนขอย้ายตัวเองออกจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เพราะไม่รับประโยชน์อันไม่ถูกต้อง แม้ไม่สามารถต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องได้แต่ก็ไม่ยอมรับและไม่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการนั้น หรือผู้สื่อข่าวหลายคนปฏิเสธสิ่งของเงินทองและประโยชน์ใดๆ ที่มีผู้หยิบยื่นให้ในงานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมยกย่องเป็นอย่างยิ่ง
หากคนไทยต้องการอยู่รอด ไม่ล่มสลายเพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวง การคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือ ระวังศัตรูแอบแฝงที่จะทำให้เราละเมิดศีลธรรมจริยธรรมและกฎหมายให้ดี อย่าได้ตกเป็นเหยื่อ เมื่อเราเริ่มที่ตัวเราได้ ต่างคนต่างเริ่ม ต่างคนต่างทำ เมื่อทำมากๆ ขึ้น เชื่อแน่ว่า เราสามารถต่อสู้กับศัตรูตัวใหญ่ได้ แม้ไม่ชนะในเร็ววันแต่ก็จะทำให้เราได้รู้ว่า ศัตรูของเราคืออะไร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อันจะนำไปสู่การหาทางเพื่อรับมือให้ได้ในอนาคต






