ประเทศไทยถูกระบุเป็นหนึ่งใน 54 ประเทศที่ร่วมมือกับ CIA หรือ สำนักงานข่าวกรองกลาง ของสหรัฐฯ
ในการจับ “ผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย” มากักขังและทรมานหลังเหตุการณ์ถล่มตึก World Trade Center ที่นิวยอร์ก วันที่ 11 กันยายน 2001
แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสมัยทักษิณ ชินวัตร หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังไม่มีคำอธิบายว่าข้อกล่าวหาอันร้ายแรงนี้มีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด
มีแต่คำภาคเสธจากหน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงต่างประเทศของรัฐบาล ที่ผ่านมา และไม่มีความพยายามที่จะสอบสวนทวนความให้เกิดความกระจ่างต่อประชาชนทั้ง ๆ ที่มีการเสนอรายงานกันถี่ยิบจากหลายแหล่งข่าวในสหรัฐฯ
ล่าสุดรายงานยาว 212 หน้าของมูลนิธิ Open Society ภายใต้หัวข้อ Globalizing Torture: CIA Secret Detention and Extraordinary Rendition, Open Society Justice Initiative ที่เพิ่งเปิดเผยออกมาในอเมริกาตอกย้ำประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่ง
และเสริมต่อด้วยรายละเอียดที่ทำให้เห็นชัดว่า CIA ได้ใช้รัฐบาลต่างชาติกว่า 50 แห่งเพื่อใช้เป็นฐานะปฏิบัติการในการกักขัง, ข่มขู่, และทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพถึงความเกี่ยวดองกับองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายสากลที่มีสหรัฐฯเป็นเป้าหลัก
และรัฐบาล 54 ประเทศเหล่านี้ยอมให้ CIA ใช้สนามบินของตนเพื่อเติมน้ำมันเครื่องบินในการขนถ่ายนักโทษของตนไปรอบโลก
เหตุเพราะซีไอเอ ไม่ต้องการทำเรื่องละเอียดอ่อนที่เสี่ยงถูกจับได้ในประเทศของตนเอง จึงใช้ประเทศที่เป็นพันธมิตรกระทำการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างลี้ลับ และไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ กับประชาชนของตนหรือของประเทศต่าง ๆ แต่ประการใด
รายงานฉบับนี้บอกว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับ และส่งไปกักขังในประเทศต่าง ๆ โดยซีไอเอ มีทั้งหมด 136 คน ซึ่งถือว่าเป็นรายชื่อที่ยาวที่สุดในกรณีนี้เท่าที่เคยมีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้
รายงานให้รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้นเช่นเป็นใคร สัญชาติอะไร ถูกกักขังที่ไหน และถูกส่งตัวไป “คุกลับ” ประเทศไหนบ้าง
“ผู้ต้องสงสัย” เหล่านี้จำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกของ Al Qaeda กับอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องอะไรกับการก่อการร้าย แต่กลายเป็น “แพะ” ของสถานการณ์
แต่ประเด็นหลักก็คือคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะป้องกันตัวเองทางกฎหมาย ไม่อาจจะหาทนายความมาต่อสู้คดี และไม่มีรัฐบาลไหนสามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือในฐานะเป็นประชาชนของตน
เพราะ CIA ทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” ที่ไม่ต้องดำเนินการตามกฎกติการมารยาทสากล
แต่หากกระทำการเช่นนั้นในประเทศสหรัฐฯเอง, ก็หนีไม่พ้นว่าความลับจะต้องถูกเปิดเผยไม่วันใดก็วันหนึ่ง และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายในทุกระดับมีสิทธิถูกจับขึ้นศาล ติดคุกหัวโต
นักโทษบางคนถูกส่งจากคุกลับประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศที่ถูกส่งไปนั้นไม่มีกฎหมายห้ามการสอบสวนด้วยวิธีการทารุณต่าง ๆ อีกด้วย
เจ้าหน้าที่มะกันสมัยบุช อ้างว่าที่ต้องทำการเด็ดขาดเช่นนั้นก็เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ แต่พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะโดยองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย
เพราะจะมีใครบอกได้ไหมว่า “ผู้ต้องสงสัย” จำนวนนั้นมีสักกี่คนที่เป็นผู้เกี่ยวโยงกับการก่อเหตุร้ายจริง ๆ และกี่คนที่เป็น “แพะ” ซีไอเอ
ยิ่งเมื่อหนังเรื่อง Zero Dark Thirty ออกมาเปิดโปงวิธีการเถื่อน ๆ ในการตามไล่ล่าโอซามา บิน ลาเดน (แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯปฏิเสธข้อกล่าวหาในภาพยนตร์เรื่องนี้หลายตอน) ก็ยิ่งกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
นาง Amrit Singh คนเขียนรายงานนี้บอกว่าเธอพบหลักฐานว่าอย่างน้อย 54 ประเทศที่ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือแก่ซีไอเอในกระบวนการเรื่องนี้ นอกเหนือจากแคนาดา และออสเตรเลีย ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันมาช้านาน ก็ยังมี 25 ประเทศในยุโรป 14 ประเทศในเอเชีย และ 13 ประเทศในแอฟริกา
รายงานนี้ระบุเลยว่าประเทศที่ยอมให้ซีไอเอ ส่งนักโทษมากกักขังและสอบสวนรวมถึง
ไทย, โรมาเนีย, โปแลนด์และลิทัวเนีย
รวมถึงเดนมาร์ก ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซีไอเอในการปฏิบัติการทางอากาศ
และแกมเบีย ที่จับและส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปให้หนึ่งคนด้วย
เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นยุคนี้หรือยุคไหนที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายงานนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบว่ามีความจริงเท็จเพียงใด
เพราะหากยังเป็นความมืดบอดต่อไป, ประวัติศาสตร์จะกลับมาหลอกหลอนประเทศไทยต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
และหากกลุ่มคนที่กำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับสหรัฐฯ ในเรื่องนี้ส่งเรื่องไปที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ, ไทยก็อาจจะตกอยู่ในฐานะเป็นหนึ่งในจำเลยหรือพยานของเหตุการณ์ได้
คนไทยมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะรู้ความจริงทุกสิ่งอันของเรื่องอื้อฉาวระหว่างประเทศนี้






