วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซีไอเอ, คุกลับ และประเทศไทย

ประเทศไทยถูกระบุเป็นหนึ่งใน 54 ประเทศที่ร่วมมือกับ CIA หรือ “สำนักงานข่าวกรองกลาง” ของสหรัฐฯ

ในการจับ “ผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย” มากักขังและทรมานหลังเหตุการณ์ถล่มตึก World Trade Center ที่นิวยอร์ก วันที่ 11 กันยายน 2001

แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสมัยทักษิณ ชินวัตร หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังไม่มีคำอธิบายว่าข้อกล่าวหาอันร้ายแรงนี้มีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด

มีแต่คำภาคเสธจากหน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงต่างประเทศของรัฐบาล ที่ผ่านมา และไม่มีความพยายามที่จะสอบสวนทวนความให้เกิดความกระจ่างต่อประชาชนทั้ง ๆ ที่มีการเสนอรายงานกันถี่ยิบจากหลายแหล่งข่าวในสหรัฐฯ

ล่าสุดรายงานยาว 212 หน้าของมูลนิธิ Open Society ภายใต้หัวข้อ Globalizing Torture: CIA Secret Detention and Extraordinary Rendition, Open Society Justice Initiative ที่เพิ่งเปิดเผยออกมาในอเมริกาตอกย้ำประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่ง

และเสริมต่อด้วยรายละเอียดที่ทำให้เห็นชัดว่า CIA ได้ใช้รัฐบาลต่างชาติกว่า 50 แห่งเพื่อใช้เป็นฐานะปฏิบัติการในการกักขัง, ข่มขู่, และทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพถึงความเกี่ยวดองกับองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายสากลที่มีสหรัฐฯเป็นเป้าหลัก

และรัฐบาล 54 ประเทศเหล่านี้ยอมให้ CIA ใช้สนามบินของตนเพื่อเติมน้ำมันเครื่องบินในการขนถ่ายนักโทษของตนไปรอบโลก

เหตุเพราะซีไอเอ ไม่ต้องการทำเรื่องละเอียดอ่อนที่เสี่ยงถูกจับได้ในประเทศของตนเอง จึงใช้ประเทศที่เป็นพันธมิตรกระทำการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างลี้ลับ และไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ กับประชาชนของตนหรือของประเทศต่าง ๆ แต่ประการใด

รายงานฉบับนี้บอกว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับ และส่งไปกักขังในประเทศต่าง ๆ โดยซีไอเอ มีทั้งหมด 136 คน ซึ่งถือว่าเป็นรายชื่อที่ยาวที่สุดในกรณีนี้เท่าที่เคยมีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้

รายงานให้รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้นเช่นเป็นใคร สัญชาติอะไร ถูกกักขังที่ไหน และถูกส่งตัวไป “คุกลับ” ประเทศไหนบ้าง

“ผู้ต้องสงสัย” เหล่านี้จำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกของ Al Qaeda กับอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องอะไรกับการก่อการร้าย แต่กลายเป็น “แพะ” ของสถานการณ์

แต่ประเด็นหลักก็คือคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะป้องกันตัวเองทางกฎหมาย ไม่อาจจะหาทนายความมาต่อสู้คดี และไม่มีรัฐบาลไหนสามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือในฐานะเป็นประชาชนของตน

เพราะ CIA ทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” ที่ไม่ต้องดำเนินการตามกฎกติการมารยาทสากล

แต่หากกระทำการเช่นนั้นในประเทศสหรัฐฯเอง, ก็หนีไม่พ้นว่าความลับจะต้องถูกเปิดเผยไม่วันใดก็วันหนึ่ง และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายในทุกระดับมีสิทธิถูกจับขึ้นศาล ติดคุกหัวโต

นักโทษบางคนถูกส่งจากคุกลับประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศที่ถูกส่งไปนั้นไม่มีกฎหมายห้ามการสอบสวนด้วยวิธีการทารุณต่าง ๆ อีกด้วย

เจ้าหน้าที่มะกันสมัยบุช อ้างว่าที่ต้องทำการเด็ดขาดเช่นนั้นก็เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ แต่พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะโดยองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย

เพราะจะมีใครบอกได้ไหมว่า “ผู้ต้องสงสัย” จำนวนนั้นมีสักกี่คนที่เป็นผู้เกี่ยวโยงกับการก่อเหตุร้ายจริง ๆ และกี่คนที่เป็น “แพะ” ซีไอเอ

ยิ่งเมื่อหนังเรื่อง Zero Dark Thirty ออกมาเปิดโปงวิธีการเถื่อน ๆ ในการตามไล่ล่าโอซามา บิน ลาเดน (แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯปฏิเสธข้อกล่าวหาในภาพยนตร์เรื่องนี้หลายตอน) ก็ยิ่งกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

นาง Amrit Singh คนเขียนรายงานนี้บอกว่าเธอพบหลักฐานว่าอย่างน้อย 54 ประเทศที่ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือแก่ซีไอเอในกระบวนการเรื่องนี้ นอกเหนือจากแคนาดา และออสเตรเลีย ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันมาช้านาน ก็ยังมี 25 ประเทศในยุโรป 14 ประเทศในเอเชีย และ 13 ประเทศในแอฟริกา

รายงานนี้ระบุเลยว่าประเทศที่ยอมให้ซีไอเอ ส่งนักโทษมากกักขังและสอบสวนรวมถึง
ไทย, โรมาเนีย, โปแลนด์และลิทัวเนีย

รวมถึงเดนมาร์ก ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซีไอเอในการปฏิบัติการทางอากาศ
และแกมเบีย ที่จับและส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปให้หนึ่งคนด้วย

เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นยุคนี้หรือยุคไหนที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายงานนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบว่ามีความจริงเท็จเพียงใด

เพราะหากยังเป็นความมืดบอดต่อไป, ประวัติศาสตร์จะกลับมาหลอกหลอนประเทศไทยต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

และหากกลุ่มคนที่กำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับสหรัฐฯ ในเรื่องนี้ส่งเรื่องไปที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ, ไทยก็อาจจะตกอยู่ในฐานะเป็นหนึ่งในจำเลยหรือพยานของเหตุการณ์ได้

คนไทยมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะรู้ความจริงทุกสิ่งอันของเรื่องอื้อฉาวระหว่างประเทศนี้