วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระบวนการทำให้ “สุขภาพ” กลายเป็น “สินค้า”

ความเรียงที่จะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้ความคิดจากการพูดคุยในเรื่องสังคมความเสี่ยงสูง (Risk Society) กับคุณกฤตภัค งามวาสีนนท์

นักศึกษาปริญญาโทประวัติศาสตร์ รวมทั้งเอกสารจำนวนหนึ่งที่เขาส่งมาให้อ่าน จึงขอขอบคุณคุณกฤตภัค งามวาสีนนท์ มาไว้ในเบื้องต้น

การจรรโลงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมให้ดำเนินได้อย่างต่อเนื่องต่อไป ได้แก่การที่จะต้อง “เปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เป็น สินค้า” (Commodification of Everything) เพื่อที่จะทำให้เกิดการบริโภคในทุกมิติของชีวิต นับจากเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เรื่อยมาจนถึงส่วนลึกลงไปในจิตใจมนุษย์ ดังนั้น ปริมณฑลของการทำให้ ทุกอย่างเป็นสินค้านั้นจึงขยายตัวออกไปกว้างขวางลึกซึ้งมากขึ้นและส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากขึ้นๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดผู้บริโภคสินค้ามิติต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

มิติของการทำให้ทุกอย่างเป็นสินค้าในสังคมไทย ที่เด่นชัดในช่วงหลังนี้ ได้แก่ สุขภาพของผู้คน เราจะพบเห็นได้อย่างชัดเจนในชีวิตประจำวันว่าสังคมไทยบริโภค “สินค้าเพื่อสุขภาพ” กันมากมายและหลากหลายขึ้น บริษัทขายตรงหลายบริษัทที่รายได้หลักมาจากการขายอาหารเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลจำนวนมาก (โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน) ก็จะมีการโฆษณาการตรวจสุขภาพรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเกิดโปรแกรมพิเศษในการตรวจเช็คร่างกายที่สลับซับซ้อนมากขึ้น สื่อโทรทัศน์ก็รับโฆษณาความน่าเชื่อถือและความจำเป็นของสินค้าสุขภาพออกไปอย่างกว้างขวาง

กระบวนการสร้างสุขภาพให้เป็นสินค้าที่ขยายตัวขายได้อย่างดีเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่จะเริ่มต้นด้วยการทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตประจำวันของเรานั้นตกอยู่ในอันตรายของการไม่ดูแลตัวเอง และทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับ “ความเสี่ยง” อะไรบ้าง และเพราะเราไม่รู้และไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะต้องรับกับผลของความเสี่ยงนั้นๆ เมื่อไรและอย่างไร จึงจำเป็นที่จะต้องป้องกันความเสี่ยง (ที่เราไม่รู้) ที่จะมาถึงตนเองด้วยการบริโภคสินค้าสุขภาพทั้งหลายเหล่านั้น

กระบวนการสร้างความรู้สึกว่าชีวิตประจำวันของเราอยู่ในความเสี่ยง จะตามมาด้วยการสร้างความหวาดวิตกว่าหากเราเป็นอะไรไปแล้ว ผู้อยู่ข้างหลังไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ภรรยา ลูกเต้า จะทำอย่างไร ซึ่งจะยิ่งทำให้เราวิตกมากขึ้นไปเพราะความเสี่ยงที่กำลังเผชิญไม่ได้ส่งผลต่อเราคนเดียวแต่มีผลกระทบต่อชีวิตของคนที่เราผูกพันด้วย ดังนั้น จึงทำให้เรื่องสุขภาพกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่คนทั้งหลายวิตกกังวลมากขึ้น

กระบวนการสร้างความรู้สึกเช่นนี้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชนที่รายได้หลักอยู่ที่จำนวนคนไข้ ประกอบกับ สังคมไทยกำลังอยู่ปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่รัฐจะต้องลดบทบาทตนเองทางด้านบริการและผ่องถ่ายงานด้านบริการไปให้แก่เอกชน งานด้านดูแลสุขภาพก็จะถูกผลักไปให้แก่เอกชนมากขึ้น

ผมใช้คำว่างานด้านดูแลสุขภาพแทนคำว่าการบริการด้านสาธารณสุข เพราะการบริการด้านสาธารณสุขเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องมีต่อพลเมือง แต่เมื่อรัฐเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่แล้ว บทบาทที่ควรทำต่อพลเมืองด้านนี้จะลดลง พร้อมกับสร้างเงื่อนไขทำให้คนที่ครั้งหนึ่งเป็นพลเมืองนั้นเปลี่ยนไปสู่ “ผู้บริโภค” การดูแลสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนแทน

ไม่น่าแปลกใจนะครับ ที่รัฐบาลนี้พยายามทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการนั้นต่ำลง ซึ่งก็ทำให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งผันตนเองไปสู่การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแทน หากรัฐบาลนี้ยังต้องการเป็นรัฐที่ดูแลทางด้านสาธารณสุข (สุขของสาธารณะ) ก็ควรที่จะยกระดับการรักษาพยาบาลในกองทุน 30 บาทและกองทุนประกันสังคมให้เท่ากับข้าราชการ ไม่ใช่ลดระดับราชการลงมา ซึ่งการทำเช่นนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับการประกาศนโยบายสาธารณสุขทั่วหน้าของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล

แน่นอนครับว่า สวัสดิการการใช้จ่ายของข้าราชการในเรื่องการดูแลสุขภาพนี้สูงขึ้นตลอด เพราะข้าราชการเองก็ตกอยู่ในกระบวนการทำให้สุขภาพเป็นสินค้า แต่การแก้ปัญหาย่อมไม่ใช้การผลักดันให้ข้าราชการหนีไปใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนครับ

กระบวนการทำให้สุขภาพเป็นสินค้าได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด/วิธีรู้สึกของเราต่อตัวตน และเริ่มทำให้เรามุ่งมองทุกอย่างจากมุมมองตัวตนเฉพาะของเรามากขึ้น และขณะเดียวกันตัวตนของเราก็เริ่มกลายเป็นกลไกมากขึ้นตามไปด้วย การจัดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสรรพสิ่งรอบข้างก็แปรเปลี่ยนไป เรากำลังถูกทำให้ละทิ้งสิทธิพื้นฐานของพลเมืองและถูกผลักให้ก้าวเข้าสู่การเป็น “ผู้บริโภค” ด้านสุขภาพอย่างเต็มตัว

ความก้าวหน้าทางการแพทย์/เภสัชที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างมากนั้น เมื่อตกอยู่ในมือของระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่กลับไม่ได้ทำให้ชีวิตของผู้คนโดยรวมดีขึ้น กลับทำให้ชีวิตมนุษย์ทุกข์ระทมมากขึ้นจากการทำให้วิตกจริตในเรื่องความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ และต้องพึ่งพิงความรู้ที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนเสรีนิยมใหม่นี้มากขึ้นๆ

แพทย์จำนวนหนึ่งพยายามที่จะต่อต้านกระบวนการสร้างสุขภาพให้เป็นสินค้าด้วยการเน้นให้เห็นถึงคุณค่าพื้นฐานของการดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถต่อต้านกระบวนการทำให้สุขภาพเป็นสินค้าได้อย่างแท้จริง เพราะกระบวนการนี้ก็ผนวกเอาการออกกำลังกายเข้ากับการบริโภคสินค้าสุขภาพได้อย่างแนบเนียน

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขีดเส้นแบ่งตรงไหนระหว่างความจำเป็นจริงๆ ในการดูแลสุขภาพ กับความจำเป็นเทียมของการบริโภคสินค้าสุขภาพที่กรอกหูเราอยู่ทุกวัน เพียงแต่สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือสิ่งที่กรอกหูและเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด หากแต่เป็นกระบวนการที่จะทำให้เราต้องบริโภคมากขึ้น จากนั้นก็ค่อยหาความรู้อื่นๆ ประกอบการตัดสินใจของเราว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหนและอย่างไร

เราทุกคนกำลังตกอยู่ในช่วงจังหวะของยุคสมัยที่เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า ศักยภาพการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จะต้องทวีสูงมากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราทุกคนก็ต้องเป็นเหยื่อของการบริโภคสินค้าทุกมิติของชีวิต