สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ท่าเรือไทยกับการปรับตัวเพื่อรองรับ AEC

สืบเนื่องจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี พ.ศ. 2558 เหล่าผู้นำอาเซียนได้จัดทำกรอบแผนงาน
หรือที่เรียกว่า AEC Blueprint เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์การรวมกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน แผนงานนี้ได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี (Free Flow of Goods) จะส่งผลให้การประกอบธุรกิจการค้า การลงทุนระหว่างประเทศมีอัตราการเติบโตที่ก้าวหน้าและรวดเร็ว รวมถึงมีสินค้าหมุนเวียนในประเทศต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาปัจจัยทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีศักยภาพในการรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้
จากการศึกษาข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยพิจารณาแบ่งตามรูปแบบการขนส่งสินค้า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การขนส่งสินค้าทางทะเลมีบทบาทความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น การมุ่งเน้นศึกษาพัฒนาระบบการขนส่งทางทะเลจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของระบบการขนส่งสินค้าทางทะเล จะเห็นว่า ท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนั้นถือเป็นองค์ประกอบหลักระบบการขนส่งทางทะเล ใช้สำหรับรองรับสินค้านำเข้า/ส่งออก โดยเปรียบเสมือนเป็นประตูทางการค้าที่เชื่อมต่อกับประเทศอื่นทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน และสำหรับประเทศไทยนั้น มีท่าเรือสินค้าถึง 147 แห่ง แต่มีท่าเรือสินค้าเพียง 10 กว่าแห่งเท่านั้นที่มีกิจกรรมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานที่บริหารจัดการท่าเรือต่างกันไป ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทเอกชน และมีวัตถุประสงค์ในการสร้างต่างกันไปตามประเภทสินค้าและผู้ใช้บริการ
ในการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือ นอกเหนือจากการให้บริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งได้แก่ การให้บริการเรือและการขนส่งสินค้าโดยทั่วไปแล้ว ยังประกอบด้วยงานพิธีการศุลกากร การตรวจตราสินค้า กฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้จะใช้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์เรียกรวมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ท่าเรือ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งตัวท่าเรือเอง ระบบคมนาคมขนส่งที่เข้าสู่ท่าเรือ กฎระเบียบทางด้านศุลกากรที่เอื้ออำนวยต่อการนำเข้า/ส่งออกสินค้า การปฏิบัติงานที่โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อตกลงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของไทยสามารถดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์
ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ให้การสนับสนุนสถาบันการขนส่งแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ท่าเรือระหว่างประเทศของไทยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ทำการสำรวจท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ รวม 9 แห่ง โดยพิจารณาท่าเรือที่มีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศปริมาณสูง ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือ BMTP ท่าเรือTPT ท่าเรือ UNITHAI ท่าเรือศรีราชาฮาร์เบอร์ ท่าเรือเคอรี่ สยามซีพอร์ต ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือน้ำลึกสงขลา รวมถึงสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ผู้บริหารท่าเรือ/ศุลกากร สายเรือ ผู้ประกอบการนำเข้า/ส่งออก และบริษัทผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมกว่า 60 หน่วยงาน นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลที่ท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นท่าเรือต้นแบบ มีปริมาณการขนส่งสินค้าสูงและมีศักยภาพในการดำเนินงานอันดับต้นในภูมิภาคอาเซียน มาเปรียบเทียบด้วย
คณะผู้วิจัยพบว่า ท่าเรือที่อยู่ภายใต้การดูแลของการท่าเรือฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลในด้านงบประมาณในการก่อสร้างตัวท่าเรือเอง หรือระบบสาธารณูปโภค (เช่น ถนน ทางรถไฟ ไฟฟ้าต่าง ๆ) สำหรับการใช้งานท่าเรือ จะเป็นท่าเรือที่สำคัญ มีปริมาณสินค้าผ่านท่าจำนวนมาก มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่อง X-ray ตู้สินค้า ภายในท่าเรือ แต่ก็ยังจุดอ่อนในการประสานงานร่วมกับศุลกากรที่ไม่ดีเท่ากับท่าเรือเอกชน เนื่องจากติดปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในระบบราชการ ทำให้การปรับปรุงสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งนั้นใช้เวลานาน นอกจากนี้ การพัฒนาต่างๆ ก็ยังขึ้นกับนโยบายของภาครัฐซึ่งขาดความชัดเจน สำหรับท่าเรือเอกชนนั้น เนื่องจากต้องลงทุนหาพื้นที่เอง ไม่สามารถเวนคืนที่ดินได้ จึงมีขนาดเล็กและมีปริมาณการขนส่งสินค้าที่น้อยกว่า การพัฒนาปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค (ถนนสาธารณะ ทางแยกต่างๆ ไฟฟ้า) สำหรับท่าเรือเอกชนก็ต้องใช้งบลงทุนของบริษัทเองทั้งหมด ในด้านศุลกากรนั้น ท่าเรือเอกชนยังไม่มีเครื่อง X-ray ตู้สินค้าในท่าเรือ ทำให้เสียเวลาและเพิ่มต้นทุนขนส่งหากต้องเปิดตรวจตู้สินค้า อย่างไรก็ตาม ท่าเรือเอกชนมีความยืดหยุ่นต่อผู้ใช้บริการมากกว่าทั้งด้านราคาและบริการที่ครบวงจร และมีการประสานงานร่วมกับศุลกากรดีกว่า โดยพบว่าท่าเรือเอกชนจะดูแลเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าเป็นอย่างดี และมีความรวดเร็วในการดำเนินการ ตามที่ศุลกากรร้องขอ นอกจากนี้ยังพบว่านโยบายภาครัฐเกี่ยวกับท่าเรือจากการที่ไทยเข้าสู่ AEC นั้นยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร และยังไม่มีการเตรียมความพร้อมมากนัก
เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าสู่ AEC อย่างเต็มที่ ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับท่าเรือและกระตุ้นให้ทุกฝ่ายปรับปรุงพัฒนา ในส่วนท่าเรือของการท่าเรือฯ นั้นควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและการคิดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบัน ส่วนท่าเรือเอกชนนั้น รัฐควรสนับสนุนพัฒนาสาธารณูปโภครวมถึงเครื่องมือในการปฏิบัติงานศุลกากร ในส่วนการเข้าสู่ AEC นั้น รัฐควรวางแผนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างท่าเรือ ศุลกากร และท่าเรือในอาเซียนด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ขนส่งสินค้าในภูมิภาค
ผลที่ได้จากการศึกษานี้จะนำมาซึ่งนโยบายเสนอต่อภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขนส่งสินค้าที่ท่าเรือให้มีความสะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงเพิ่มศักยภาพของท่าเรือในการรองรับสินค้า เพื่อให้ท่าเรือไทยมีความพร้อมในการรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ได้







