วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาที่กำลังจะเปลี่ยนไป

ในฐานะที่สอนทางด้านกลยุทธ์มาตลอด อีกทั้งทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษา สิ่งหนึ่งที่ค้นพบในช่วงหลังคือเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แล้ว

อุตสาหกรรมทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดและช้าที่สุด ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง ระบบการศึกษา หรือแม้กระทั่งวิธีการในการเรียนการสอน ท่านผู้อ่านลองเข้าไปค้นในเน็ตดุว่าห้องเรียนในศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างไร แล้วท่านจะพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างจากรูปแบบของห้องเรียนในปัจจุบันเลย ผู้เรียนทุกคนหันหน้าเข้าหาผู้สอน หันหน้าเข้าหากระดานหรือจอ ส่วนผู้สอนก็ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วก็พูดหรือบรรยาย สิ่งที่ต่างกันออกไปนั้นคือบรรดาเครื่องมือที่ใช้ในการสอน จากกระดานดำ มาเป็นบอร์ด มาเป็นแผ่นใส มาเป็นจอคอมพิวเตอร์

จะเห็นได้เลยว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ การผลิต การบริการ การก่อสร้าง ฯลฯ นั้นมีวิวัฒนาการหรือรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากในอดีต แต่การศึกษานั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่เปลี่ยนเลย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในประเทศไทยนะครับ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ห้องเรียนและระบบการศึกษาทั่วโลกก็ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ อยู่เกือบทั้งสิ้น

อาจจะมีหลายท่านเถียงผมว่าแล้วทำไมต้องเปลี่ยน? ในเมื่อด้วยระบบและรูปแบบการศึกษาที่มีมานานและใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็สามารถผลิตคนออกไปรับใช้ชาติและสังคมได้อยู่ตลอด แถมพวกเราทุกคนก็เรียนจบกันมาด้วยรูปแบบและระบบเดิมๆ ที่มีมาเป็นร้อยๆ ปี อีกทั้งคนก็ยังแย่งที่เรียนกันเหมือนเด็กแย่งขนม และปัจจุบันภาวะการแย่งชิงนั้นก็ลามมาถึงการเข้าอนุบาลกันแล้ว

จริงๆ เราคงไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับถ้าคนอื่นทั่วโลกเขาไม่เปลี่ยนกัน แต่สิ่งที่พบเจอในปัจจุบันก็คือมีความตื่นตัวกันมากถึงรูปแบบและวิธีการศึกษาแบบใหม่ๆ สถาบันการศึกษาจำนวนมากทั้งระดับประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เริ่มที่จะทดลองกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ มากขึ้น โดยมีความคิดที่ว่าด้วยลักษณะของทักษะ ความสามารถของคนทำงานในอนาคตที่จะเปลี่ยนไป อีกทั้งพฤติกรรมและวิธีการเรียนรู้ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ประจวบกับพัฒนาการของเทคโนโลยีต่างๆ อาจจะถึงเวลาแล้วที่รูปแบบและวิธีการเรียนการสอนควรที่จะต้องเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวเราที่เกิดขึ้น

ถ้าท่านติดตามข่าวสารทางด้านการศึกษาอาจจะได้ยินคำว่า MOOC (Massively Open Online Classes) หรือ Flipped Learning หรือ Disruptive University กันมากขึ้น นอกจากนี้เราก็จะพบทั้งธุรกิจและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนรูปแบบใหม่มากขึ้น ตั้งแต่ Khan Academy, iTunes U, Udacity, Coursera, edX เป็นต้น ผมอาจจะไม่สามารถอธิบายคำต่างๆ ข้างต้นได้หมดนะครับ แต่เพียงท่านผู้อ่านพิมพ์คำเหล่านี้ลงใน Google ก็จะพบคำเหล่านี้เต็มไปหมดครับ

สรุปสั้นๆ ถึงปรากฏการณ์และรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลกนั้น เกิดขึ้นจากพฤติกรรมในการเรียนของเด็กรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ความรู้ต่างๆ ที่มีให้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส รวมทั้งพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนมากขึ้น แถมทำให้เนื้อหาวิชาต่างๆ สามารถเข้าถึงคนได้ทั่วโลก และไปอย่างไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย

ตัวอย่างเช่นปรากฏการณ์ Flipped Learning ที่โด่งดังในอเมริกา ในอดีตนั้นเราจะเรียนในห้องและทำการบ้านที่บ้าน แต่ Flipped นั้นคือการทำการบ้านในห้องเรียนและเรียนที่ผ่านแทนครับ โดยเป็นการเรียนผ่านทางสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น ตรงไหนฟังไม่ทันก็กลับมาฟังซ้ำ หรือ รู้แล้วก็สามารถข้ามผ่านไปได้ ในขณะเดียวกันเมื่อมาทำการบ้านที่ห้องก็จะทำให้ครูทราบเลยว่าเด็กคนไหนมีปัญหา จะได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลได้ถูกต้อง

บางท่านบอกว่าเราคงไม่สามารถเปลี่ยนเป็น Flipped Learning ได้ทั้งหมด ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพียงแต่เราสามารถนำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้กับรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นอยู่ปัจจุบันได้ครับ

ผมลองนึกถึงสิ่งที่ผมสอนครับ นั้นคือวิชากลยุทธ์ ซึ่งสอนเรื่องนี้มาเกือบ 20 ปี ซึ่งก็ต้องอธิบาย SWOT, 5-Forces ทั้ง 20 ปี แต่ปัจจุบันเพียงแค่เข้าไปใน youtube ก็จะมีคลิปของ Michael E. Porter ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์จาก Harvard ผู้คิดค้น 5-Forces มาอธิบายให้ฟังด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายว่า 5-Forces คืออะไร พอมาถึงห้องเรียนผมก็อาจจะอธิบายเพิ่มเติม ต่อยอด ตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งยกกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้ ทำให้ทั้งสามารถสอนได้มากขึ้น และได้ฟังจากตัวจริง เสียงจริงอีกต่างหาก