เห็นฮิลลารี คลินตัน นั่งเคียงข้างบารัก โอบามา เพื่อจะให้สัมภาษณ์คู่ในรายการ 60 Minutes ท่าทางกะหนุงกะหนิงอย่างนั้น
อย่านึกว่าฮิลลารี จะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหนึ่งจากนี้ไปอีก 4 ปี
เพราะทั้งเธอและโอบามา ต่างก็พูดแบบนักการเมืองมือเก๋าว่า “ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?”
โอบามา หันมาแซวพิธีกรอาวุโส Steve Kroft (ซึ่งถูกสื่อบางคนวิพากษ์ว่าซักถามแบบหน่อมแน้มไปหน่อย ไม่เจาะประเด็นลึกเท่าที่ควร) ว่า
“พวกคุณในแวดวงสื่อนี่นิสัยไม่เปลี่ยนเลย นี่ผมเพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองได้แค่ 4 วัน, พวกคุณก็จะพูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีก 4 ปีข้างหน้าแล้วหรือ?”
ตัดไปที่โอบามา เปิดตัวยอห์น เคอร์รี่ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่วัย 69 ซึ่งเป็นมือเก๋าเรื่องต่างประเทศ และเป็นผู้มีบารมีในแวดวงการเมืองมาช้านาน เคยเสนอตัวเป็นประธานาธิบดีแต่ก็แพ้เลือกตั้งเหมือนฮิลลารี คลินตัน
ฮิลลารี เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่สร้างความประทับใจให้กับคนมะกันและต่างชาติพอสมควร บินว่อนไปรอบโลกอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยแม้จะย่างเข้า 66 แล้วก็ตาม
ฮิลลารี เป็นคนนำเอานโยบาย “We are back in Asia” ของโอบามา มาป่าวประกาศอย่างคึกคัก ขณะที่เคอร์รี่ ก็ยืนยันว่าเอเชียจะเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายต่างประเทศภายใต้การนำของเขา
ฮิลลารี นำนโยบายให้เอเชียเป็นแกนสำคัญที่เรียกว่า pivot แต่พอมีคนวิเคราะห์ว่านั่นคือการปิดล้อมจีน, โอบามา ก็เปลี่ยนเป็น rebalancing หรือ “ปรับสมดุล” เสียเพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากับปักกิ่ง ในเอเชีย
สมัยสงครามเย็น, นโยบายสหรัฐฯต่อจีน คือ การปิดล้อมหรือ containment ก่อนจะมาเป็น pivot ตามมาด้วย rebalancing
แต่ไม่ว่าจะใช้คำไหนก็ตาม, นโยบายหลักของมะกันก็หนีไม่พ้น การที่จะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางของความเป็นไปในโลก แต่วันนี้จีนผงาดขึ้นมาในเวทีสากลพร้อมกับประกาศไม่ยอมให้สหรัฐฯเป็นผู้บงการโลกใบนี้อีกต่อไป
จึงเป็นการท้าทายคนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาทุกคน รวมถึงยอห์น เคอร์รี่ ที่บอกว่า เขาจะไม่เสนอให้เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับจีน
ขณะที่โอบามา เคยประกาศว่าจะย้ายกองกำลังทางเรือของสหรัฐฯจากแอตแลนติก ไปอยู่ในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้นเป็นสัดส่วนจาก 60:40 เป็น 50:50
นั่นไม่ได้หมายความว่าเคอร์รี่ มีความเห็นแตกต่างไปจากประธานาธิบดี หากแต่แปลว่าเขาต้องการแสดงว่าเขาจะใช้การทูตนำการทหารในการดำเนินนโยบายเป็นหลัก
ประสบการณ์ของเคอร์รี่ ด้านต่างประเทศมีมายาวนาน เขาได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกจากรัฐตัวเองครั้งแรกเมื่อ 28 ปีก่อน และเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศมายาวนาน จึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศไม่น้อย
อีกทั้งสมัยหนุ่ม, เขาเคยถูกส่งไปรบที่เวียดนาม และพบปะกับผู้นำโลกหลายคนเพื่อเจรจาหาทางออกจากวิกฤต
โอบามา บอกว่า เคอร์รี่ ไม่ใช่ “มือใหม่หัดขับ” หากแต่เป็นคนมีประสบการณ์ยาวนานและไม่ต้องติวอะไรกันมากมายแล้ว เหมือนฝึกตัวเองสำหรับตำแหน่งนี้มาเป็นสิบปีแล้ว
เคอร์รี่ บอกว่า เขาจะไม่ให้ทหารหรือเครื่องบินไร้คนขับ drones เป็นตัวกำหนดทิศทางการทูตของสหรัฐฯภายใต้การนำของเขา
“เราต้องเข้าใช้วัฒนธรรมของประเทศที่เราคบหาด้วย เราไม่สามารถยัดเยียดความคิดแบบอเมริกันให้กับประเทศอื่นและเหมาเอาเองว่ามันจะต้องเป็นไปตามที่เราต้องการ...” เคอร์รี่ตอบคำถามของคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา ที่เขาเคยเป็นกรรมการคนหนึ่งและมีเพื่อนฝูงมากมาย
จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคะแนนลงมติอนุมัติให้เขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ตามข้อเสนอของประธานาธิบดีโอบามา จึงผ่านฉลุยด้วยคะแนนเสียง 94-3
และจับตาว่าเขาจะมาเยือนเอเชียก่อนตะวันออกกลางหรือยุโรปหรือไม่ เพราะนั่นคือตัวชี้วัดว่านโยบายบุกเอเชียของโอบามา ภายใต้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯคนใหม่ยังจะเดินหน้าต่อไปเพียงใด






