วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ... (ตอนที่ 3)

จากบทความคราวที่แล้ว ร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ซึ่งจะถูกนำมาใช้แทน พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ นั้น

กำหนดให้มีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (ขอเรียกว่า คณะกรรมการฯ) ซึ่งจะมีบทบาทหน้าที่สำคัญหลายประการ เรียกได้ว่าเป็น "หน่วยงานกลาง" ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ได้มีการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้มีการพิจารณาแก้ไขจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการฯ ดังกล่าวจากไม่เกิน 5 คน เป็นไม่เกิน 7 คน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 เพื่อให้มีการถ่วงดุลอำนาจภายในคณะกรรมการฯ ได้

ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว บทบาทหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการฯ ก็คือ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเพื่อขอเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี (ร่างมาตรา 19) โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวง่ายๆ คือ แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางในการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ อันเป็นขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ ซึ่งเดิมตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ไม่ได้กำหนดไว้ โดยมาตรา 6 พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ เพียงแต่กำหนดว่าในขั้นตอนการเสนอโครงการ ให้การศึกษาและวิเคราะห์โครงการเป็นไปตาม "หัวข้อ" ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนด

ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวตามร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 18) เป็นผู้จัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์เสนอต่อคณะกรรมการฯ โดยอาศัยกรอบนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในการกิจการของรัฐจากรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดแต่ละกระทรวงเป็นข้อมูลประกอบด้วย (ร่างมาตรา 20) ทั้งนี้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ในการกำหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเสนอกรอบนโยบายฯ ดังกล่าวต่อคณะกรรมการฯ นั้น เป็นขั้นตอนหนึ่งที่แต่ละกระทรวงจะต้องทำก่อนที่จะสามารถร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ ซึ่งในกรณีดังกล่าว กว่าที่จะสามารถมีแผนยุทธศาสตร์ออกมาใช้ได้ก็อาจต้องใช้เวลาพอสมควร

เมื่อแผนยุทธศาสตร์ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและมีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐในการจัดทำและเสนอโครงการ โดยคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการฯ ต้องยึดถือแผนยุทธศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการ (ร่างมาตรา 21)

สำหรับขั้นตอนที่ต้องพิจารณาในลำดับถัดมา คือขั้นตอนการเสนอโครงการนั้น เดิมหน่วยงานเจ้าของโครงการต้องเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัด จากนั้นกระทรวงเจ้าสังกัดจึงจะเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่ในร่างกฎหมายฉบับใหม่ บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในส่วนนี้จะไม่มีอีกต่อไป โดยจะเปลี่ยนหน้าที่ในการพิจารณาผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง โดยอาจสรุปขั้นตอน สั้นๆ ได้ดังนี้

1. หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับการเสนอเรื่อง

2. เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการศึกษาดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจต่อไป

3. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจอาจขอให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดของโครงการหรือจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

4. เมื่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้รับผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว ถ้าเห็นด้วยกับโครงการให้เสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการต่อไป แต่ถ้าสำนักงานฯ ไม่เห็นด้วยให้แจ้งความเห็นต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดและหน่วยงานเจ้าของโครงการ และหากรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดไม่เห็นด้วยกับความเห็นของสำนักงานฯ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาตัดสินต่อไป โดยสำนักงานฯ จะต้องพิจารณาโครงการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าสำนักงานฯ เห็นด้วยกับโครงการ

5. เมื่อคณะกรรมการฯ ให้ความเห็นชอบหลักการของโครงการแล้ว ให้เสนอโครงการนั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการต่อไป

จะเห็นได้ว่าร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ....... กำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ในชั้นเสนอโครงการไว้อย่างชัดเจน กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการเสนอโครงการก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติโครงการนั้นอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 เดือน พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่