วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระวังการแพทย์ผูกขาด

บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ

โรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทย ได้ซื้อกิจการของบริษัทโรงพยาบาลกรุงธน จำกัด(มหาชน) แม้ว่าโรงพยาบาลกรุงธน เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก แต่การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจบริการทางการแพทย์

ปัจจุบัน กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ มีโรงพยาบาลในเครือเกือบ 10 แห่งทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มโรงพยาบาลที่รู้จักกันดี เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช 3 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไทและโรงพยาบาลเปาโล รวมทั้งการขยายเปิดโรงพยาบาลในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้นยังมีบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจอุปกรณ์และธุรกิจด้านการแพทย์อื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งเท่ากับว่าครอบคลุมธุรกิจการแพทย์อย่างครบวงจร

หากพิจารณารายได้ของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 มีรายได้ 2.21 หมื่นล้านบาท ในปี 2553 เพิ่มเป็น 2.43 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 เพิ่มเป็น 3.77 หมื่นล้านบาท และในปี 2555 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ารายได้จากธุรกิจบริการการแพทย์เพิ่มขึ้นตามการขยายกิจการของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ สะท้อนให้เห็นการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าการสร้างรายได้ของเอกชนไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ธุรกิจเอกชนต้องแสวงหากำไร ยิ่งกว่านั้นธุรกิจดังกล่าวเป็นเรื่องการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสาธารณสุข อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบสาธารณสุขของไทย ทั้งในแง่ของบุคลากรทางการแพทย์และทรัพยากรทางด้านการแพทย์ ยิ่งประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนเท่าไร การแย่งชิงจากภาคเอกชนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

แม้จะอ้างว่าเป็นบริการทางการแพทย์ที่เปิดทางเลือกให้กับประชาชน หากใครมีกำลังพอที่จะจ่ายในราคาแพงกว่าก็ต้องได้รับการบริหารที่ดีจากโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่าการมีทางเลือกมากขึ้นและมีมาตรฐานการรักษาชั้นเลิศเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่เราจะปล่อยให้มีการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินไป และเปิดโอกาสให้มีการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์จากสังคมโดยรวมได้อย่างเสรีโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงประเด็นปัญหากันมากในเรื่องของการชิงตัวแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนที่เกิดขึ้นมามาก ด้วยการเสนอราคาค่าจ้างเป็นรางวัลล่อใจ ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลของรัฐที่ดูแลประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็เผชิญกับปัญหาขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์อย่างรุนแรง แต่ในที่สุดแล้ว เราก็ยังไม่สามารถจัดการใดๆ ได้ เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์

เราเห็นว่าการพัฒนาทางการแพทย์และการให้บริการของไทยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งขณะนี้โรงเรียนแพทย์ทุกแห่งกำลังดำเนินการอยู่แล้ว แต่ก็เห็นว่าในขณะที่เราพูดถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ เรากลับไม่ให้ความสำคัญกับการให้บริการอย่างทั่วถึง หรือปรับปรุงการบริการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม ยิ่งกว่านั้นเราสนับสนุนเอกชนไทยให้เข้มแข็งขึ้น แต่เราก็ไม่เห็นด้วยหากความเข้มแข็งจะใช้ทรัพยากรของประเทศมากเกินไป และปล่อยให้ส่วนคนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร