โอบามาสมัย 2 : คำปราศรัยที่ไม่ต้องหาเสียงเพื่อเลือกตั้งครั้งหน้า

ผมชอบฟังและวิเคราะห์คำปราศรัย ของผู้นำในจังหวะประวัติศาสตร์
เพราะเขาจะต้องเตรียมพูดเพื่อจารึกไว้ในคนรุ่นหลัง
โดยเฉพาะหากผู้นำคนนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหรือไม่
พูดง่าย ๆ คือถ้าคุณพูดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนชอบคุณหรือไม่ จะลงคะแนนเสียงให้คุณหรือไม่ คุณก็สามารถจะพูดสิ่งที่คุณอยากพูดจริง ๆ
ผมฟังบารัก โอบามา กล่าวคำปราศรัยในวันสาบานตัวรับตำแหน่งสมัยที่ 2 ด้วยความรู้สึกอย่างนั้น
จับความได้ว่า โอบามา ต้องการจะให้ประวัติศาสตร์จดจำว่าเขาเป็นประธานาธิบดีสำหรับคนด้อยโอกาส, คนชายตะเข็บของสังคม และคนที่มีความคิดเสรีนิยม, รวมไปถึงคนเพศที่สาม
ตอนหาเสียงเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก เขาเน้น “Change” และในการรณรงค์หาเสียงรอบสองเขาเปลี่ยนมาเป็น “Forward”
จาก “เปลี่ยนสังคม” มาเป็น “นำสังคมไปข้างหน้า”
และพอได้ฉันทามติล้นหลามจากประชาชนในรอบใหม่ โอบามา ก็ประกาศสัจธรรมแห่ง “ความคิดเสรีนิยม” ที่ยืนอยู่คนละข้างกับ “อนุรักษนิยม”
เป็นการวางปรัชญาแห่ง liberalism อยู่ตรงข้ามกับ conservativism อย่างจะแจ้ง
โอบามา หาประโยคเด็ดที่จะตรึงใจคนมาร่วมพิธีเกือบ 8 แสนคน (ครั้งแรกเกือบ 2 ล้านคน) และลั่นวาทะดังกังวานว่า
“We must act, knowing that our work will be imperfect.”
เป็นการส่งสัญญาณว่าเขาจะนำประเทศสู่เส้นทางสู่ความเป็นเสรีนิยมอย่างคึกคัก แม้จะรู้ว่ามีอุปสรรคขัดขวาง
การไม่สามารถทำให้สมบูรณ์แบบทุกประการย่อมมิใช่ข้อแก้ตัวที่จะไม่นำพาประเทศบนเส้นทางแห่งอนาคตที่สดใสกว่าวันนี้
โอบามา ตอกย้ำว่าการกลับมาเป็นผู้นำประเทศสมัยที่สอง นั้น เขาจะเน้นให้ความสำคัญกับ “คนยากจน, คนป่วย, และคนไร้ที่พักพิง”
หากเขาพูดประโยคนี้ระหว่างหาเสียงก็อาจตีความได้ว่าเป็นแค่วาทะของนักการเมืองที่ต้องการเพียงจะได้คะแนนชนะคู่แข่งเท่านั้น
แต่เมื่อมันเป็นประโยคโดดเด่นที่ได้รับการตอกย้ำหลายครั้ง, ย่อมแปลว่า โอบามา สำนึกในความรับผิดชอบของการเสนอตัวมารับใช้ประเทศอีกรอบหนึ่งอย่างเหนียวแน่น
โอบามา ยอมรับว่า รัฐบาลของเขายังมีปัญหางบประมาณขาดดุล และหนี้สินยังกองเป็นภูเขาเลากา แต่เขายืนยันว่าจะต้องหางบประมาณมารักษาโครงการสุขภาพของประชาชน, ประกันสังคม และการช่วยเหลือคนยากไร้ในการรักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บ
หรือสามหัวข้อหลักของนโยบายของเขานั่นคือ Medicare, Medicaid กับ Social Security
แต่โอบามา ก็ไม่ลืมความสำคัญของการแก้ปัญหาโลกร้อนขณะที่ดูแลคนยากไร้...และย้ำถึงความกล้าหาญ และเสียสละของทหารหาญของกองทัพ
แปลว่าจะต้องทำสงครามต่อไปหรือ?
เปล่า, โอบามา ส่งสารชัดเจนว่าบทบาท “ตำรวจโลก” ของสหรัฐฯ ณ จุดร้อนต่าง ๆ บนโลกใบนี้จะลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัดจากนี้ไป
เขายืนยันว่าการรักษาความมั่นคงและแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องมีสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
“Enduring security and lasting peace do not require perpetual war.”
แน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นหัวใจของการบริหารในยุครัฐบาลโอบามา II และนั่นอาจจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสกว่าเรื่องความมั่นคงหรือปัญหาสังคมอื่นใดของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ
ตอนที่โอบามา ขึ้นรับตำแหน่งสมัยแรก เศรษฐกิจมะกันตกอยู่ในสภาพดิ่งเหว และเขาก็ต้องเจอกับวิกฤติรอบด้านไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวายในตะวันออกกลาง, การเผชิญหน้ากับพรรครีพับบิลกัน ว่าด้วยเรื่องงบประมาณในรัฐสภา, และประเด็นระหว่างประเทศจากทุกมุมโลก
วันนี้ โอบามา ต้องพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่เพียงคนที่มีอุดมการณ์การเมืองที่แปลกแตกต่างไปจากอดีต แต่ยังจะสามารถทำให้คนมะกันและชาวโลกเห็นว่าการที่คนผิวดำสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำของสหรัฐฯได้เป็นครั้งแรกนั้นเป็นทั้งชัยชนะทางสัญลักษณ์และเนื้อหาแห่งการพลิกเปลี่ยนสังคมอย่างแท้จริงด้วย
นอกเหนือจากภาพสีสันของมิเชลล์ โอบามา ในชุดแดงเพลิง, และบารัก โอบามา เต้นรำกับเธอในชุดโบว์ไทสีขาว และคำถามที่ว่า Beyonce ร้องเพลงชาติมะกันหรือลิปซิงค์กันแน่
ผมคิดว่าคำปราศรัยของโอบามา รอบนี้มีความหมายลุ่มลึกกว่าที่หลายคนคาดคิดทีเดียว







