คอลัมน์นี้พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจกระแสหลักหลายต่อหลายครั้งในบริบทต่างๆ กันและระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2551-30 มกราคม 2552
ได้เสนอแนวนโยบายว่าถ้าเราจะใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานของการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ เราอาจทำอย่างไร ข้อเสนอนั้นได้รับการรวมเป็นเล่มชื่อ “ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ซึ่งอาจอ่านหรือนำออกมาจากอินเทอร์เน็ตได้ที่ https://www.yousendit.com/download/WUJiYUlxeFhrWTl4Tk1UQw มีผู้ประสงค์ให้นำสองแนวคิดนั้นมาเสนออีกว่าต่างกันอย่างไร ขอสนองความประสงค์นั้นสั้นๆ ดังนี้
ในเบื้องแรก ขอเรียนว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบความคิดที่กว้างกว่าเรื่องเศรษฐกิจมาก ตั้งแต่ในหลวงทรงอ้างถึงเศรษฐกิจพอเพียงสั้นๆ เมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2540 มีการตีความหมายและนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมแตกต่างกันออกไปในหลากหลายรูปแบบ บทความนี้ใช้ความหมายเบื้องต้นที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่มีส่วนประกอบ 5 ด้านด้วยกันคือ ความรู้ คุณธรรม ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันและความพอประมาณ ขอเรียนว่าถ้ามองแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักให้ลึกลงไปในด้านการปฏิบัติจะพบว่า 4 ใน 5 ด้านนี้มีอยู่ในแนวคิดนั้นแล้ว ความพอประมาณเป็นด้านเดียวที่ขาดหายไป
แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักเป็นระบบตลาดเสรีแบบหนึ่งซึ่งมีระบบสังคมนิยมผสมอยู่ แก่นของระบบตลาดเสรีอยู่ที่ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่าง รัฐบาลเป็นผู้วางและบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจเพื่อให้เอกชนเลือกผลิตสินค้าและบริการได้อย่างเสรีและอย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลไม่เข้าไปผลิตเอง แต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศไหนใช้ระบบตลาดเสรีแบบสุดขั้วนั้น รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพย์สินบางส่วนพร้อมกับมีบทบาทในการผลิตสินค้าและบริการมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไปยังผลให้มีระบบสังคมนิยมเข้าไปผสมอยู่ในระบบตลาดเสรีจนมีลักษณะที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจแบบผสม” ในปัจจุบันนี้ เกาหลีเหนือและคิวบาเท่านั้นที่ไม่ใช้ระบบผสมนี้ หากยังใช้ระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นระบบสังคมนิยมแบบสุดขั้วที่รัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่างและรัฐบาลเป็นผู้ออกคำสั่งให้ประชาชนผลิตสินค้าและบริการ
ภายในแนวคิดกระแสหลัก มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมานานว่ารัฐบาลควรมีบทบาทมากน้อยเพียงไร ฝ่ายหนึ่งซึ่งเรามักได้ยินในนามของ “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” ต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทน้อยที่สุด ไทยถูกกดดันให้ขายรัฐวิสาหกิจหลังเกิดวิกฤติปี 2540 ก็เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อยู่ในฝ่ายนี้และจะไม่ให้ไทยยืมเงินหากไม่ทำตามคำแนะนำของเขา
อนึ่ง คำว่า “เศรษฐกิจ” นั้นใช้กันจนคุ้นเคย แต่ผู้ใช้มักไม่รู้ความหมายพื้นฐานของมัน หากดูกันตามตัวอักษร เศรษฐกิจหมายถึงงาน หรือการกระทำที่เป็นเลิศ แต่เราต้องขยายต่อไปจึงจะได้ความหมายที่เราใช้กันอยู่ นั่นคือ เมื่อเรามีเป้าหมาย หรือต้องการอะไรสักอย่าง เศรษฐกิจคือการกระทำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น อาทิเช่น เมื่อเราต้องการลูกฟุตบอลซึ่งอาจผลิตได้หลายวิธีและมีผู้ผลิตได้หลายคน ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือใช้ทรัพยากรน้อยสุด จะเป็นผู้ผลิต ในกระบวนการสรรหาผู้ผลิตนี้มีการแข่งขันกันเป็นตัวตัดสินว่าใครมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งหมายความว่าผลิตลูกฟุตบอลได้ในราคาต่ำกว่าผู้อื่น “ความรู้” และ “ความมีเหตุผล” ซึ่งเป็นแก่นของการวิจัยและพัฒนามีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในการนำไปสู่ความมีประสิทธิภาพ ส่วน “คุณธรรม” มีความสำคัญเป็นพิเศษในการแข่งขันและเป็นด้านที่มักถูกละเมิด ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเข้าไปวางและบังคับใช้กฎเกณฑ์ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม นอกจากสามด้านนั้น ในปัจจุบันเราเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามีการใช้การประกันสารพัดอย่างในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก ยิ่งก้าวหน้าก็ยิ่งแสวงหา “ภูมิคุ้มกัน” อย่างกว้างขวางขึ้น
เราทราบดีว่าจุดมุ่งหมายในการผลิตคือการสนองความต้องการบริโภคซึ่งเป็นเสมือนเหรียญหน้าสองของเศรษฐกิจ การบริโภคซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงการใช้สิ่งของและบริการทุกอย่างอาจแยกได้เป็นสองส่วนคร่าวๆ คือ ส่วนที่สนองความจำเป็นและส่วนที่เกินความจำเป็น เศรษฐกิจกระแสหลักผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะสังคมตะวันตกต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าการบริโภคนั้นจะจำเป็นหรือไม่ก็ตาม การกระทำเช่นนั้นมาจากฐานความคิดที่ยึด “การแสวงหาความสุข” เป็นเป้าหมายของชีวิตถึงขนาดจารึกไว้ในเอกสารของการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาและเขาเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าการบริโภคมากขึ้นจะทำให้เกิดความสุขมากขึ้น
ความต้องการบริโภคเกินความจำเป็นเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งจูงใจให้คนเราพยายามสร้างความร่ำรวยและผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปเพื่อสนองการบริโภคนั้น มันเป็นต้นตอสำคัญยิ่งของปัญหาโลก การวิจัยในสังคมตะวันตกได้พิสูจน์แล้วว่า หลังจากบุคคลมีสิ่งจำเป็นซึ่งอาจแสวงหาได้อย่างครบถ้วนเมื่อมีรายได้ในระดับชนชั้นกลางของสังคมตะวันตก การบริโภคเพิ่มขึ้นและการร่ำรวยเพิ่มขึ้นต่อไปจะมิทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นเป็นการชี้ชัดว่า เป้าหมายของการบริหารจัดการเศรษฐกิจไม่ควรยึดการขยายตัวสูงสุดและอย่างต่อเนื่องเป็นเป้าหมายหลัก หากยึดการให้ประชาชนทุกคนมีงานทำและมีรายได้อย่างต่ำเพียงพอสำหรับสนองความจำเป็นของชีวิต คนที่มีรายได้สูงกว่านั้นจะบริโภคเกินความจำเป็นบ้างก็ได้ถ้าไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางลบ นี่คือหลักของ “ความพอประมาณ” ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสารพัดอย่างอันเกิดจากแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลัก
ในอีกนัยหนึ่ง หากเราจำกัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เราจะได้ระบบตลาดเสรีแบบผสมที่มีความพอประมาณเป็นฐานของการปฏิบัติโดยเฉพาะในด้านการบริโภค






