วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความรู้และปฏิบัติการของ “ประชาธิปไตย” ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ผมได้รับเกียรติไปร่วมพูดคุยในการประชุมรายงานผลการศึกษาของผู้นับทุน “โครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น”

ของโครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น (Sapan Project-CMU) ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนโดย USAID จึงขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง หากมีข้อผิดพลาดอะไร ผมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวครับ

หากมองจากสายตาของผมแล้วโครงการ “สะพาน” นี้มีเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ การทบทวน/สร้างความรู้อันจะนำไปสู่ปฏิบัติการของ “ประชาธิปไตย” เพราะในสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมากนี้ สังคมก็ต้องการความรู้และปฏิบัติการประชาธิปไตยอีกชุดหนึ่งที่จะมีพลังในการนำพาสังคมไทยเคลื่อนไปสู่เป้าหมายของความเป็นประชาธิปไตย

ถ้าให้ผมเดานะครับ การที่ USAID กลับมาให้การสนับสนุนในโครงการลักษณะนี้ ก็เพราะว่าอเมริกาเองก็ “ตกใจ” กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา และต้องการที่จะรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หลังจากที่ลดความสนใจในประเทศไทยไปนานพอสมควร

การทบทวน/สร้างความรู้ “ประชาธิปไตย” ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะความรู้กับการกระทำใดๆ ทางสังคมเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ การที่จะเกิดปฏิบัติการอะไรขึ้นมาได้ก็ย่อมต้องมีความรู้ชุดหนึ่งรองรับอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม และการศึกษา “ประชาธิปไตย” ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงยิ่งต้องการการทบทวนที่มากไปกว่าเดิมมากทีเดียว

เราต้องเข้าใจว่าความรู้แต่ละชุดที่ถูกสร้างขึ้นมาก็จะสัมพันธ์กับความต้องการของสังคม (Type of Social Interest) และต่อเนื่องไปยังลักษณะของความรู้ (Kind of Knowledge) และวิธีการศึกษาหาความรู้ (Research Methods)

นอกจากผมได้อ่านผลงานวิจัยของผู้ได้รับทุนแล้ว ผมยังโชคดีที่ได้อ่านงานวิจัยที่รวบรวมและจัดหมวดหมู่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองท้องถิ่นไทยโดยรองศาสตราจารย์ตระกูล มีชัย รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2546 จากการอ่านงานทั้งสองชุด ผมพบว่าความรู้ “ประชาธิปไตย” ของสังคมวิชาการไทยที่ปรากฏในงานวิจัยนั้นจำกัดตัวอยู่ที่ความต้องการเพียงเทคนิค (Technical) ของการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังนั้น ลักษณะของความรู้จึงเป็นเพียงการสร้างเครื่องมือ (Instrumental) สำหรับวัดความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร และวิธีการแสวงหาความรู้ก็เป็นลักษณะของ ปฏิฐานนิยม (Empiricism) โดยเน้นการออกแบบสอบถามแล้วนำมาเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อจัดระบบข้อมูลจากแบบสอบถามนั้น

การศึกษาด้วยวิธีการแสวงหาความรู้เช่นนี้เป็นการสร้างเครื่องมือวัดบนฐานของการยอมรับไปเสียก่อนแล้วว่า “ประชาธิปไตย” เป็นอย่างไร และพยายามจะวัดให้ได้ว่าคนแต่ละกลุ่มมีเปอร์เซ็นต์ของความเข้าใจประชาธิปไตยมากน้อยเท่าไร ที่สำคัญ การศึกษาลักษณะนี้จึงมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ ความรู้เช่นนี้เป็นความรู้ที่หยุดนิ่งและมีลักษณะทั่วไปที่จะใช้กับสังคมไหนๆ ก็ได้ และในการศึกษาของไทยจะเป็นเสมือนความรู้ที่อยู่เฉพาะกับ “ผู้รู้” และ “ผู้รู้” นั้นจะเป็นผู้ประเมิน/ผลักดัน/จัดความรู้ที่จะมอบให้แก่ “ผู้ไม่รู้” ดังนั้น ความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” จึงถูกสืบทอดมาในลักษณะที่เป็น “Political Project” ที่ “ผู้รู้” จะต้องเป็นผู้มอบความรู้ให้แก่ชาวบ้านหรือคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องประชาธิปไตย

การศึกษาลักษณะนี้จึงทำให้กลุ่มคนที่ถูกศึกษาเป็นเพียง “เป้าหมาย” ของการศึกษาไม่ใช่ “ประธาน” ของการศึกษา ซึ่งก็ทำให้เราไม่เห็นอะไร นอกจากไปความรู้ชุดที่นำไปใช้ประเมิน “เป้าหมาย” ว่ามีความรู้ความเข้าใจตามนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง ที่สำคัญ ความรู้ลักษณะนี้ไม่ทำให้เรามองเห็นสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

การสร้างความรู้และปฏิบัติการ “ประชาธิปไตย” ในสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงจึงจะต้องตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างน้อยในสองระดับด้วยกัน ได้แก่ ความรู้ที่ทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่สัมพันธ์อยู่กับ “ประชาธิปไตย” (Understanding) และความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกรอบความคิดที่ครอบงำเราอยู่ (Emancipation)

ความรู้ทั้งสองระดับนี้ต้องการวิธีการศึกษาที่แตกต่างไปจากชุดความรู้ “ประชาธิปไตย” ของ “ผู้รู้” ดังกล่าวข้างต้น การแสวงหาวิธีการที่ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ “ประชาธิปไตย” จำเป็นต้องผ่านการตีความและต้องมีหลักของวิพากษ์ที่ชัดเจนในการรื้อความรู้และความเข้าใจเดิมๆ

วิธีการศึกษาที่ต้องมีฐานอยู่บนการตีความและหลักของวิพากษ์จะต้องศึกษา “สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ด้วย เพราะความรู้และปฏิบัติการแต่ละชุดของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งสิ้น การศึกษาอย่างเป็นประวัติศาสตร์จึงจะทำให้เปลี่ยนกลุ่มคนจาก “เป้าหมาย” ของการศึกษามาสู่ “ประธาน” ของการศึกษา

การศึกษาที่ปราศจากความพยายามเข้าใจ “สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ก็ย่อมไม่นำไปสู่ความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคม ซึ่งสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตยของสังคม

ในวันนี้ วันที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง สังคมไทยต้องการความรู้ชุดใหม่โดยเฉพาะความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อที่จะจรรโลงสังคมให้ดำเนินต่อไปได้อย่างสงบและสันติ ต้องขอบคุณผู้อำนวยการและผู้ที่ทำงาน/ทำวิจัยในโครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตยทุกท่านในฐานะที่ได้ร่วมแผ้วถาง (pave the way) ทางเดินไปสู่สังคมประชาธิปไตยครับ