วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนไทยยังมีการบ้าน ต้องทำสำหรับ AEC อีกมาก

เมื่อวานเขียนถึงความ (ไม่พร้อม) ของราชการไทยกับการเกิดของ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (AEC)

วันนี้หันมามองภาคเอกชน ก็มีประเด็นต้องห่วงใยไม่น้อยเช่นกัน

บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Orchid Slingshot บอกว่า สำรวจแล้วพบว่าภาคธุรกิจไทย 40% ไม่มีแผนปรับตัวสำหรับเออีซีแต่อย่างไร

และแม้ว่าอีก 60% มีแผนตั้งรับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้ทันกาลเพียงใด

บริษัทแห่งนี้บอกว่าไปสอบถามพนักงานบริษัท ทั้งขนาดใหญ่และกลางกับเล็ก (SMEs) รวม 253 บริษัท ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2555 พบว่ามีมากถึงร้อยละ 40 ที่ยังไม่มีแผนใดๆ รองรับการเปิดเออีซี ในปี 2558 และอีก 15% ไม่ทราบ

แปลว่า คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้ว่าตัวเองไม่ได้เตรียมการรับเออีซี และอีกจำนวนหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทของตัวเองมีแผนหรือไม่

และแม้ว่าจะมีแผนแล้ว ก็ไม่มีอะไรรับรองว่าแผนที่ว่านั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับใครคนอื่นเขาหรือเปล่า

ผลสำรวจเดียวกันนี้ บอกว่า องค์กรอี 45% ที่เตรียมความพร้อมบ้างแล้ว ก็ยังเตรียมการเพียงแค่บางด้านเท่านั้น

ที่ว่า "เตรียม" นั้น คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถของผู้บริหารเป็นอันดับแรก

ตามมาด้วยการสร้างสมรรถนะมาตรฐานให้บุคลากร แต่ด้านบริหารจัดการต้นทุนได้รับความสนใจน้อย

รายงานนี้บอกว่าระดับพนักงานเน้นปรับตัวในด้านทักษะภาษาอังกฤษเป็นหลัก

มีแค่ 20-30% เท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือตนเองให้ได้มาตรฐานนานาชาติและฝึกภาษาอื่นๆ ในอาเซียน

คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริหารของบริษัทสำรวจแห่งนี้ บอกว่า ในภาวะปัจจุบัน ภาษาอาเซียนมีความสำคัญกว่าภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เราพึ่งพิงอยู่ เป็นพม่า ลาว และ กัมพูชา ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ละองค์กรควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะภาษาอาเซียนของพนักงานเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เขาเสนอว่าสิ่งที่จะต้องเร่งทำ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเออีซี ให้พนักงานทุกระดับ เพราะหากผู้บริหารระดับกลางลงมาซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนองค์กรขาดความเข้าใจ ย่อมทำให้ขาดแคลนพนักงานที่พร้อมจะรับมือเออีซี

ผลสำรวจนี้ บอกว่า SMEs หรือ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ร้อยละ 64.52 และองค์กรขนาดใหญ่อีก 54.35% ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านพัฒนาความรู้ และทักษะบุคลากร

ดูภาพรวมแล้วก็พอจะสรุปได้ว่าภาคเอกชนของเราก็ยังไม่แน่ใจนักว่า คำว่า “เตรียมตัวตั้งรับ” เออีซี นั้น ต้องทำอะไรบ้าง และความตื่นตัวที่ว่านั้นอยู่ในระดับไหนขององค์กร อีกทั้งแม้จะพร้อมปรับตัว ก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐไม่น้อย

แต่รัฐเองก็ยังดูเหมือนจะงงๆ อยู่ เพราะหน่วยราชการเอง (อย่างที่เขียนไว้เมื่อวานในคอลัมน์นี้) ก็ยังมีปัญหาว่าจะผลักดันคนของตนเองไปได้มากน้อยเพียงใด

จะกลายเป็นปัญหาเตี้ยอุ้มค่อมหรือไม่ ก็ยังน่าสงสัยอยู่

แต่ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ ไม่ว่ารัฐกับเอกชนของไทยจะตระเตรียมตัวมากน้อยเพียงใดหรือไม่ การก่อเกิดของ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ก็เกิดแล้ว และไม่ต้องรอถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ด้วยซ้ำ เพราะวันนี้ ประตูของ 10 ประเทศก็เริ่มแง้มออก และใครมีความสามารถมากกว่า ใครรู้จักทางลัดได้ดีกว่า หรือใครที่มีการฝึกปรือตัวเองตลอดเวลามาช้านาน ก็ย่อมจะได้เปรียบกว่าไทยเราอย่างแน่นอน

ยิ่งระดับผู้นำขององค์กรเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กำลังทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยกขัดแย้งกันอย่างน่าอับอายอยู่อย่างที่เห็น

ยิ่งตั้งความหวังว่าเอกชนจะสามารถระดมศักยภาพของตน เพื่อเตรียมความพร้อมได้ยากขึ้นไปอีก