หากมีใครจดจำวลีที่กล่าวว่า การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความสำคัญของนักเรียนและจบลงด้วยความสำคัญของนักเรียน...ในประชาคมที่วิเศษยอดเยี่ยม
การอำนวยการศึกษาจึงควรจะกระทำให้ทั่วถึงกัน คือควรจะให้นักเรียนแต่ละคนสามารถรับการฝึกฝนอบรมจนสุดความสามารถ...” คงจะทราบดีว่าเป็นคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญผู้ซึ่งอุทิศตนเองให้กับการวางรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ฟังแล้วทำให้ต้องย้อนคิดว่า จากวลีที่ผ่านมาแล้วเกือบ 50 ปี ในปัจจุบันประเทศไทยก้าวไปใกล้เป้าหมายดังกล่าวมากน้อยเพียงไร
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ชีวิตคนไทย” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ อธิบายให้เห็นว่าการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีส่วนสร้างความเท่าเทียมกันของโอกาสทางการศึกษาระหว่างชนบทและเมืองมากขึ้น โดยพบว่าจำนวนปีการศึกษาของคนเมืองและคนชนบทมีระยะห่างที่ลดลงชัดเจน คนไทยจบระดับการศึกษาที่สูงขึ้น มีจำนวนปีการศึกษาเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยคนละ 5 ปีในปี พ.ศ. 2529 เป็น 8 ปี ในปี พ.ศ. 2552 แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนยังคงเป็นหนึ่งในอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา
ต้นทุนการศึกษาเป็นภาระหนักที่ครัวเรือนต้องแบกรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีฐานะยากจน จาก “โครงการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือนไทย” ในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งเก็บข้อมูลครัวเรือนผู้มีบุตรที่อยู่ภายใต้การศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 903 ครัวเรือน พบว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะยากจนที่สุดเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการก่อหนี้ด้านการศึกษาสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มฐานะทางเศรษฐกิจอื่นๆ จากการสำรวจพบว่าในปี พ.ศ. 2554 ครัวเรือนที่มีหนี้สินด้านการศึกษานั้นจะก่อหนี้เฉลี่ยปีละประมาณ 9,000 บาท ยิ่งกว่านั้นเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายทางการศึกษากับรายได้ครัวเรือนต่อปีจะพบว่า ครัวเรือนที่ยากจนที่สุดนั้นรายจ่ายทางการศึกษาเป็นภาระเกือบ 1/4 ของรายได้ทั้งปีที่ครัวเรือนได้รับ ขณะที่ครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีสุดนั้นมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อรายได้เพียงร้อยละ 5.5 เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าครัวเรือนที่มีฐานะแตกต่างกันจะมีรูปแบบรายจ่ายทางการศึกษาแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยรายจ่ายสำคัญ 3 อันดับแรกของครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ได้แก่ ค่าอาหารกลางวัน (ร้อยละ 57) ค่าเดินทางไปเรียน (ร้อยละ 14) และค่าเครื่องแบบนักเรียน (ร้อยละ 13) ขณะที่ครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีที่สุด รายจ่ายรายการหลักๆ จะตกอยู่ในกลุ่มรายการค่าเล่าเรียน (ร้อยละ 32) ค่าอาหารกลางวัน (ร้อยละ 31) และค่าเรียนพิเศษที่ตามมาเป็นอันดับที่ 3 (ร้อยละ 21)
เห็นได้ว่าครัวเรือนยากจนและร่ำรวยมีลักษณะโครงสร้างรายจ่ายเพื่อการศึกษาแตกต่างกัน และยิ่งเรียนสูงขึ้นรายจ่ายทางการศึกษาก็ยิ่งสูงขึ้น การสนับสนุนของรัฐบาลด้วยการปูพรมอุดหนุนเป็นรายหัวนักเรียน เช่น โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา แม้จะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ครัวเรือนที่มีฐานะเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดของสังคม แต่อาจเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพสำหรับครัวเรือนที่มีฐานะดี ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ามีแนวโน้มการเกิดคอร์รัปชันในระดับหน่วยย่อยของระบบการศึกษาอีกด้วย
นอกจากอุปสรรคในด้านต้นทุนทางการศึกษาแล้ว ยังน่าคิดว่า “นักเรียนแต่ละคน (ยังไม่) สามารถรับการฝึกฝนอบรมจนสุดความสามารถ” เนื่องจากรูปแบบการจัดการศึกษาที่หลงเน้นไปที่ชาติไม่ใช่ตัวผู้เรียนการจัดการนโยบายแบบ Top-Down ที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ผลของการชี้นำจากโครงสร้างส่วนบนประกอบกับการก้าวออกจากสังคมเกษตรกรรมของครัวเรือนไทย ทำให้ไม่น่าประหลาดใจที่พบว่าในปี พ.ศ. 2551 ประเทศไทยมีแรงงานที่จบระดับปริญญาล้นเกินกว่าความต้องการของตลาด ขณะที่แรงงานสายอาชีพกลับเป็นที่ขาดแคลนและยังถูกผลักดันให้ศึกษาต่อในระดับปริญญา (ทีดีอาร์ไอ, 2556)
ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วยเคยกล่าวเกี่ยวกับความหลากหลายของความถนัดของนักเรียนไว้ว่า “...ความจริงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี เป็นของดี ถ้าหากว่าพวกเราเหมือนกันเสียหมด โลกเราย่อมดูพิลึก จะเงียบเหงาไม่สนุก เหมือนเข้าไปดูหนัง ดูทีไรก็ดูเรื่องเดียวกันทุกที การอำนวยการศึกษาก็จำเป็นต้องลดหลั่นกันไปแล้วแต่แต่ละคนเป็นธรรมดา แต่ถ้าจะให้ถึงอุดมคติ ทุกคนควรจะได้รับการศึกษาตามแต่ความถนัดของตนจนสุดความสามารถของแต่ละคน..”
เมื่อการจัดการศึกษาไม่สามารถทำให้คนพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของตนเองได้เต็มที่แล้ว การลงแรงหรืองบประมาณแผ่นดินใดๆ ย่อมเป็นการสูญทรัพยากรไปโดยไร้ประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากความล้มเหลวในการพยายามจัดคุณภาพการศึกษาสายสามัญ การขยายตัวของการกวดวิชาอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่สุดท้ายกลับสะท้อนผ่านอัตราการว่างงานของแรงงานระดับปริญญาตรี และยังต่อเนื่องถึงค่านิยมการเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นไปอีกโดยขาดการตั้งคำถามอันเป็นรากที่สำคัญว่านักเรียนต้องการอะไร มีความถนัดในทิศทางใด จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีปริญญา ซึ่งในฉบับต่อไปจะมาพิจารณากันว่าท่ามกลางม่านหมอกการศึกษาที่ไม่สู้จะชัดเจนนัก ทางออกที่อยู่ปลายอุโมงค์จะเป็นเช่นไร ตัวละครใดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อนักเรียนบ้าง






