การชุมนุมของพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กลุ่มหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 18 ม.ค.ต่อเนื่อง
ถึงช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดศึกยกแรกระหว่างสหภาพฯการบินไทย ซึ่งมีแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ เป็นประธาน กับอำพน กิตติอำพน ประธานบอร์ดการบินไทย เป็นที่รู้กันว่าทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยก่อนที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จะเข้ามารับตำแหน่งดีดีการบินไทย
ในยุคดีดีปิยสวัสดิ์ สหภาพฯไม่ได้ออกโรงมากนัก ด้วยเพราะปิยสวัสดิ์เป็นกันชนระหว่างสหภาพฯกับประธานบอร์ด แต่ความขัดแย้งที่ว่านี้เริ่มขยายตัวมากขึ้นหลังจากบอร์ดการบินไทยมีมติเลิกจ้างปิยสวัสดิ์
ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายต่างระมัดระวังไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำและพยายามหาจังหวะเล่นอีกฝ่าย แต่เมื่อยังไม่มีโอกาสที่เหมาะสมจึงต้องคุมเชิงกันไปก่อน แต่พลันที่ประธานบอร์ดการบินไทยออกสารอวยพรปีใหม่ถึงพนักงานพร้อมการันตีว่าบอร์ดเห็นชอบหลักการให้จ่ายเงินโบนัสพนักงานไม่น้อยกว่า 1 เดือน เรื่องดังกล่าวถือว่า " เข้าทาง" ฝ่ายสหภาพฯทันที เพราะเห็นว่าการอวดอ้างผลงานโดยโยงไปถึงผลประกอบการปี 2552 สามารถนำมาเป็นประเด็นจุดม็อบได้
แม้สหภาพฯจะรู้อยู่แก่ใจว่าการได้โบนัสเพียง 1 เดือนถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะผลประกอบการปี 2555 การบินไทยมีกำไรสุทธิแค่ 700-800 ล้านบาทเท่านั้น แต่เมื่ออีกฝ่ายเปิดช่องจึงเป็นโอกาสดีในการออกโรงแสดงพลัง และแน่นอนว่าเงื่อนไขที่แท้จริงไม่ใช่การเรียกร้องขอเงินโบนัส 2 เดือน หรือการขอปรับเงินเดือนพนักงานระดับล่างในอัตรา 7.5% แต่ประเด็นคือการดิสเครดิต โดยหวังให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวประธานบอร์ดการบินไทยในการประชุมผู้ถือหุ้นเดือนเม.ย.นี้
น่าสนใจว่าฝ่ายการเมืองจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพื่อให้การบินไทยเดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพ เพราะหลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายคงมีศึกยกสองตามมาแน่ เพราะอำพนมี"โจทก์"ในการบินไทยอยู่พอสมควร ขณะที่สหภาพฯชุดนี้ใกล้หมดวาระ จึงต้องพยายามทำเรื่องที่"ได้ใจ"พนักงาน เพื่อจะกลับเข้ามาอีกรอบ และความเสียหายไม่ได้ตกอยู่กับประธานบอร์ดหรือสหภาพฯ แต่ตกอยู่กับผู้ใช้บริการและองค์กรที่มีฐานะเป็นสายการบินแห่งชาติของไทย
ปัญหาเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นผลดีกับองค์กรมากนัก และที่สำคัญคือความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อผู้ใช้บริการที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับใคร ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ส่งผลให้เที่ยวบินการบินไทยดีเลย์รวม 76 เที่ยวบิน ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติต้องรอกันหลายชั่วโมงกว่าจะได้กระเป๋าสัมภาระ หากไม่เร่งแก้ไขต้นตอปัญหา เหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีกแน่นอน
จะว่าไปแล้วการเปิดประเด็นของสหภาพฯถือว่าเข้าทางฝ่ายการเมืองที่ไม่น่าจะ Happy กับประธานบอร์ดมากนัก แต่ติดตรงที่ว่า Back Up ของประธานบอร์ดนั้น "ไม่ธรรมดา" และฝ่ายการเมืองไม่กล้าอาจเอื้อมตรวจสอบว่าเป็น"ของจริง"ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ขณะที่ประธานบอร์ดกับตัวดีดีคนปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีสัญญาณความขัดแย้งที่เด่นชัด แต่ทั้งคู่เป็นปลาคนละน้ำแน่นอน
นึกภาพไม่ออกว่าองค์กรที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก ไร้ความเป็นเอกภาพ ติดอยู่ในหล่มผลประโยชน์เช่นนี้ จะสู้กับสายการบินอื่นอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน...ไม่ต้องคิดจะกลับมาผงาด...เอาแค่ประคองตัวให้รอดก็เหนื่อยแล้ว






