หน่วยงานรัฐมีความพร้อมสำหรับ เออีซี (Asean Economic Community) ที่จะเป็นตัวเป็นตนอย่างเป็นทางการ
ในอีกสองปีเศษๆ มากน้อยเพียงใด?
ถ้าอ่านจากข่าวที่ประชุม “ยุทธศาสตร์” ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ ก็พอจะสรุปว่าอาการน่าเป็นห่วง
เพราะมีแต่โครงการและงบประมาณ แต่ไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าแต่ละหน่วยราชการเข้าใจความเป็น AEC มากน้อยเพียงใด
ที่สำคัญคือเราต้องการบุคลากรที่แตกต่างไปจากที่มีอยู่ทุกวันนี้ เพื่อตั้งรับเออีซีอย่างยิ่ง แต่ผมสงสัยว่าเรามีข้าราชการเพียงพอที่จะผลักดันให้หน่วยราชการทั้งหลายรู้เท่าทันและปรับตัวให้เข้ากับเนื้อหาและจังหวะการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วหรือไม่
หากบอกว่าจะเริ่มสร้างบุคลากรระดับปฏิบัติงานให้มีคุณภาพในระดับภูมิภาคแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่ทันเหตุการณ์ เหตุเพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยเอาจริงเอาจังกับการสร้างคนที่จะแข่งขันกับคนข้างนอกเพียงพอ
เอกชนไทยต้องดิ้นรนต่อสู้มานานแล้ว ดังนั้นส่วนหนึ่งก็ปรับตัวด้วยความจำเป็น และคงจะสามารถตั้งรับได้ในระดับหนึ่ง
หากเป็นบริษัทและองค์กรเอกชนที่มีประสบการณ์ต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านมาช้านาน การเกิดของเออีซีก็คงไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก แต่ธุรกิจระดับกลางและเล็กจะต้องเจอกับอุปสรรคหนักหน่วงยิ่ง จึงเป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงเอามากๆ
ประกอบกับทางราชการ ที่ดูเหมือนจะคิดว่าการปรับตัวให้ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเออีซี คือ การเขียนโครงการเสนอรัฐบาล ก็คงจะเจอกับความจริงในเร็วๆ นี้ ว่ามันมีอะไรมากไปกว่าการ “นำเสนอ” ผู้ใหญ่เท่านั้น หากแต่จะต้องเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ และประเมินความสามารถในการแข่งขันได้
หมายความว่าการที่จะบอกว่าแผนไหนใช้ได้หรือไม่นั้น มิใช่เพียงแค่วัดจากข้อเสนอทางยุทธศาสตร์บนกระดาษเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการต้องวัดกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วยกันเองว่าเราอยู่ในอันดับที่เท่าไรของแต่ละประเภทของกิจกรรม
วันที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งเป็นประธานในที่ประชุม “เชิงปฏิบัติการ” การบูรณาการแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ประเทศและแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 นั้น ยังมี 4,664 โครงการ ที่ “ยังไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์” จึงให้แต่ละกระทรวงนำไปกลั่นกรองมาเสนอใหม่อีกครั้ง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปแผนงานและโครงการสำคัญที่ต้องลงทุนตาม 4 ยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนเข้าสู่เออีซี ซึ่งรวมถึง
1. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง
2. การลดความเหลื่อมล้ำ
3. การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4. การสร้างสมดุลและปรับระบบบริหารจัดการภายในภาครัฐ
รายงานนี้บอกว่าโครงการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในปี 2556-2558 มีทั้งหมด 419 โครงการ วงเงิน 3.87 ล้านล้านบาท
และมีโครงการระยะยาวปี 2556-2561 อีก 4,245 โครงการ วงเงิน 6.85 ล้านล้านบาท รวมทั้งสิ้น 4,664 โครงการ วงเงิน 10.72 ล้านล้านบาท
ตัวเลขนี้ สศช. บอกว่าได้วิเคราะห์ปรับลดโครงการจากที่ทุกหน่วยงานเสนอดำเนินการในระยะเร่งด่วน 5,312 โครงการ ในวงเงิน 12.03 ล้านล้านบาท
และที่ประชุมมองว่า 4,664 โครงการ ยังไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ให้กลับไปทำมาใหม่
หากตีความจากข่าวชิ้นนี้แล้วก็ต้องเข้าใจว่าโครงการเกือบทั้งหมดที่หน่วยราชการเสนอมาไม่ได้มียุทธศาสตร์เกี่ยวกับเออีซี หรือมีก็ยังไปกันคนละทิศละทาง
และเงินภาษีประชาชนที่เสนอจะใช้นั้นไม่ใช่ร้อยสองร้อยบาท...บวกลบคูณหารแล้วอยู่ในระดับ 10 ล้านล้านบาททั้งนั้น
เห็นอย่างนี้แล้วต้องขอให้รัฐบาลเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบว่าโครงการต่างๆ ที่หน่วยราชการจะใช้เงินเพื่อเตรียมการให้ทันเออีซีนั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง โครงการไหนผ่าน โครงการไหนให้ไปทบทวนใหม่ และโครงการไหนเสนอกลับมาแล้วอย่างไร
เพราะทั้งหมดนี้คือความพร้อมหรือไม่พร้อมของประเทศ ที่เกี่ยวกับอนาคตของบ้านเมืองและภาษีของชาวบ้านทั้งสิ้น






