วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้มกับการปรับตัว

คำถามที่ถูกถามบ่อยในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้อาจเป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจของบ้านเรา

ที่พล็อตกราฟแล้วดูเหมือนรถไฟเหาะที่ขึ้นเร็วลงเร็วทำให้นักธุรกิจปรับตัวตามยาก

หากดูแนวโน้มเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วก็น่าจะสร้างผลเชิงบวกให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ไม่ยาก โดยเฉพาะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ และตัวเลขอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยที่น่าจะปรับเพิ่มสูงขึ้น

ดูเผินๆ จึงเป็นภาพรวมที่ดีเกินคาด แต่ในความเป็นจริงการเติบโตของเศรษฐกิจในบ้านเราถูกกระตุ้นในบางสาขาเท่านั้น เปรียบเสมือนการแบ่งน้ำใส่ถังที่บางถังก็มีน้ำล้นจนเต็ม แต่ถังที่ยังมีน้ำไม่พอก็ยังคงขาดน้ำต่อไป

เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตผิดธรรมชาติในปีที่แล้ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องก้าวกระโดดขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับซบเซาลง

นโยบายรถคันแรกและบ้านหลังแรกจึงทำให้ทั้งสองอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเติบโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนทำให้อัตราคนว่างงานในบ้านเราเหลือเพียง 0.6% ตรงกันข้ามกับอีกหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะในยุโรป ที่อัตราการว่างงานสูงถึง 20%

แต่เมื่อเม็ดเงินถูกส่งเสริมให้เทลงมาที่สองอุตสาหกรรมหลักนี้ อุตสาหกรรมอื่นๆ จึงไม่เติบโตเท่าที่ควร และอาจได้รับผลกระทบหลักจากสินค้าคงคลังและโครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจหลายๆ แห่งจึงต้องทบทวนแนวทางดำเนินงานของตัวเองและหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ถึงจะมีข้อน่ากังวลอยู่ แต่ในภาพรวมก็ดูจะเป็นไปในทางบวกด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของบ้านเราที่คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 5% - 6% ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในตลาดโลกยังไม่ดีนักจนสหรัฐอเมริกายังต้องใช้นโยบายคิวอีต่อเนื่องออกมาอีกเรื่อยๆ

รวมถึงญี่ปุ่นที่ใช้นโยบายการคลังแบบอนุรักษนิยมมาโดยตลอดก็ยังหันมาใช้แนวทางเดียวกันคือเพิ่มเงินเข้าไปในระบบ ด้วยความหวังว่าจะกระตุ้นให้มีการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น แนวโน้มด้านการเงินและการลงทุนจึงน่าจะสดใสขึ้นด้วยเม็ดเงินที่สะพัดขึ้นทันตาเห็น แต่แหล่งลงทุนของโลกทุกวันนี้ไม่ใช่ยุโรปหรือสหรัฐฯ แต่เบนเข็มมาสู่เอเชีย นับตั้งแต่จีนลงมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายไปจนถึงเอเชียใต้คืออินเดีย

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จึงไม่น่าห่วงนัก แต่ด้วยเม็ดเงินที่น่าจะไหลเข้าดังกล่าวอาจทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น และดอกเบี้ยที่ตรึงตัว ส่งผลให้ภาครัฐต้องควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มข้น แต่คงต้องยอมรับว่าสินค้าบางชนิด เช่น สินค้าฟุ่มเฟือยจะเติบโตอีกมาก

หันมาดูที่ตลาดไอที ก็จะเห็นแนวโน้มที่ไม่ต่างกันมาก นั่นคือการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ที่เราได้เห็นแล้วจากอันดับของบริษัทไอทีชั้นนำของโลกที่เปลี่ยนมือมาสู่แอ๊ปเปิ้ลและซัมซุง ที่อาศัยการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน แทบเบล็ตและคอนซูเมอร์อิเล็คทรอนิคส์จนทาบชั้นยักษ์ใหญ่หลายเจ้าได้สำเร็จทำให้เจ้าตลาดเดิม เช่นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ค ต้องเจ็บตัวกันระนาว

ตลาดไอทีในไทยจึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ต้องพบกับความผันผวนขนาดหนักเพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ก็เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ธุรกิจที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับความเปลี่ยนแปลง และหาทางปรับตัวเพื่อรับมือให้ดีที่สุด