ในวันจันทร์ที่ 21 มกราคม นี้ จะเป็นวันแรกที่เปิดรับสมัครผู้ราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าสองพรรคการเมืองใหญ่
จะส่งใครและมีผู้สมัครอิสระที่ประกาศตัวไปก่อนหน้านั้นแล้วว่าเป็นใครกันบ้าง แต่เท่าที่ติดตามแผ่นป้ายที่ผู้สมัครหลายคนติดหาเสียงไว้ในช่วงนี้ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างเข้มข้นอย่างยิ่ง และเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแชมป์เก่า ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมจากพรรคเพื่อไทย เมื่อประกาศว่าจะต้องชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้
อย่างไรก็ตาม หากติดตามการหาเสียงของผู้สมัครแต่ละคนจะเห็นว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เน้นเรื่องที่ใกล้ตัวและจับต้องได้ ซึ่งก็คือรากฐานของประชานิยม ที่ชอบลดแลกแจกแถม กล่าวคือ หากการเมืองระดับประเทศเป็นอย่างไร การเมืองของกรุงเทพฯก็แทบไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ระดับลดลงจากระดับประเทศมาเป็นระดับพื้นที่เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่านโยบายประชานิยมจะถูกโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองพรรคการเมือง จนในที่สุดแล้วแทบแยกไม่ออกว่าเป็นนโยบายของพรรคใด
แต่ประเด็นคำถามกับนักการเมืองไทยในยุคนี้ก็คือเราจะสามารถหลีกให้พ้นจากนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะได้ แต่ไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้นัก ดังนั้นหลายคนอาจจะหงุดหงิดกับนักการเมืองยุคนี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่สากล แต่การหาเสียงของนักการเมืองมีการกล่าวถึงทิศทางของประเทศน้อยมาก โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ เราแทบไม่ได้ยินผู้สมัครคนใดหาเสียงว่าต้องการให้กรุงเทพฯเป็นมหานครแบบไหนในระดับโลก
อันที่จริง หากพิจารณาขอบเขตและอำนาจของกรุงเทพมหานครเองแล้ว จะเห็นว่ามีอำนาจค่อนข้างมากในบางด้าน ในขณะบางด้านไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครโดยตรง อาทิ การพัฒนาเส้นทาง การไฟฟ้า การประปา และโครงสร้างพื้นฐานอื่นอย่างเช่นรถไฟฟ้าในบางเส้นทาง ดังนั้น หากกรุงเทพมหานครต้องการจะวางรากฐานให้กับมหานครแห่งอาเซียน ก็แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากการพัฒนาเมืองเช่นนั้น ต้องการโครงการสร้างพื้นฐานที่ดี
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีการพัฒนาที่ไปในทิศทางเดียวกันใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้ อย่างกรณี การขุดเจาะถนน ที่ในอดีตถนนในกรุงเทพฯแทบไม่เว้นว่างจากการขุดเจาะ แต่เมื่อเกิดความร่วมมือและวางแผนด้วยกัน ก็สามารถให้หน่วยงานเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้และสามารถลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนได้ในที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากต้องการกำหนดทิศทางให้กรุงเทพมหานคร ประเด็นเรื่องความร่วมมือถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
ขณะนี้มีการหาเสียงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากรัฐบาลกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นคนละพรรค ทำให้การทำงานมีความลำบากมาก โดยเฉพาะการประสานงาน แต่เราเห็นว่าประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องการเมืองคนละพรรค คือ จิตใจในการทำงานเพื่อประเทศหรือเพื่อส่วนรวมของนักการเมืองต่างหาก และยิ่งดูนโยบายการหาเสียงครั้งนี้เราก็ยังไม่เห็นว่ากรุงเทพมหานครจะไปในทิศทางใด ปัญหาการทำงานจึงไม่ได้เกิดจากคนละพรรค แต่มาจากนักการเมืองที่คิดเล่นการเมืองจนลืมคิดว่าเราจะอยู่จุดไหนในสังคมโลก






