หลังกรณีกระทรวงศึกษาธิการ ให้นักเรียนไทยเลิกไว้ผมทรง หัวเกรียน และ กะลาครอบ ได้
และมีคำถามว่าแค่ให้ไว้ผมทรงอะไรก็ได้ จะช่วยทำให้คุณภาพการเรียนดีขึ้นหรือไม่ ผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่อ่านพบว่า กำลังมีความคิดที่จะปรับวิธีการสอนนิสิต “นอกกรอบ” เพื่อให้เด็กไทยคิดเป็นคิดเก่ง
ข่าวบอกว่าคุณสุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในโอกาสที่จุฬาฯ จะมีอายุครอบ 100 ปีในปี 2560 จึงได้จัดทำโครงการ “กู้วิกฤติการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อกู้วิกฤติชาติ” เป็นของขวัญให้คนไทย
หะแรก ผมก็สงสัยจะกู้วิกฤติของชาติด้วยการเรียนวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?
พอผมอ่านรายละเอียดของคำอธิบายของอาจารย์สุพจน์ ก็เห็นว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจยิ่ง
ท่านบอกว่า โครงการกู้วิกฤติการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ว่านี้ มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนการสอนให้เด็กไทยคิดเป็นและคิดนอกกรอบ
ท่านบอกด้วยว่า ทุกวันนี้กระแสโลกตื่นตัวอย่างมากในการสร้างคนในโลกยุคใหม่เวทีระดับโลกหลายแห่งสรุปออกมาเป็นทักษะ 12 ด้านในศตวรรษที่ 21
สำหรับไทยนั้น ท่านบอกว่า ได้เตรียมการโดยเริ่มจากอาจารย์ผู้สอนของคณะวิทยาศาสตร์ 10 คน จะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนนิสิตให้ได้ทักษะสำคัญ 2 ประการ
คือเมื่ออาจารย์สอนจบในแต่ละชั่วโมงหรือแต่ละเรื่อง นิสิตสามารถสรุป และวิจารณ์ได้
การจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต้องปรับหลักสูตร ปรับรูปแบบการสอน ให้อาจารย์สอนโดยใช้เวลาน้อยที่สุด และเปิดโอกาสให้นิสิตแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนให้มากที่สุด และที่สำคัญคือต้องปรับรูปแบบการวัดผลที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ด้วย
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า ได้เสนอแนวคิดนี้ให้ นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา และนายวิชัย ริ้วตระกูล ประธานคณะกรรมการอุดมศึกษา (กกอ.) แล้ว หากระดับนโยบายตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาเห็นด้วยและเอาจริง จะช่วยผลักดันทั้งนโยบาย, ทรัพยากร, และงบประมาณ ทำให้ปรับวิธีการสอนให้เด็กคิดนอกกรอบได้สำเร็จ
วันที่ผมเห็นข่าวนี้ใกล้กับที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ผู้จัดการมูลนิธิชิน โสภณพนิช ที่ได้ทำเรื่องการศึกษาที่เน้นไปในทาง Child-Centered Education (CCE) ซึ่งให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นหลักโดยที่ครูผู้สอนจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เน้นการให้เด็กได้แสดงออกมากกว่าที่ครูจะสอนด้านเดียวอย่างที่เคยเป็นวิธีการให้ห้องเรียนของไทยมาตลอด
แนวคิดของอาจารย์สุพจน์ ในเรื่องการสอนนิสิตในระดับมหาวิทยาลัยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
น่าเชื่อได้ว่าหากระบบการศึกษา ปรับเปลี่ยนให้เป็นลักษณะของการให้ผู้เรียน ได้แสดงออกมากกว่าเพียงรับรู้อย่างเดียว ก็จะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน เพราะเหตุผลที่ทำให้มาตรฐานการศึกษาของไทยเราล้าหลัง สู้เพื่อนบ้านหลายชาติไม่ได้ ก็เพราะระบบการศึกษาที่คร่ำครึ สอนให้เด็กท่องจำ ครูเป็นคนกำหนดทุกอย่างในห้องเรียน คุณภาพครูต่ำกว่ามาตรฐานและขาดการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง
ผมเห็นพ้องกับอาจารย์สุพจน์ และคุณหญิงชดช้อย ว่า หากเราช่วยกันปรับระบบการเรียนการสอนอย่างจริงจังในทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย, บางทีเราอาจจะแก้และป้องกันวิกฤตของบ้านเมือง
เพราะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยวันนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากห้องเรียน ที่ไม่สามารถบ่มเพาะให้เยาวชนคิดเองทำเอง และตัดสินเองว่าจะเชื่อใครหรือไม่เชื่อใครในภาวะแห่งความสับสนของสังคมไทยได้






