การมาเยือนไทย (และเวียดนามกับอินโดฯ) ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ชินโซ อาเบะ
ตั้งแต่พรุ่งนี้ มีความสำคัญที่น่าวิเคราะห์หลายด้าน เช่น
1. อาเบะ เลือกมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนไปสหรัฐ
2. อาเบะ เลือกไปสหรัฐ (เดือนหน้า) โดยยังไม่มีกำหนดการจะไปเยือนจีน
3. การมาเยือนไทยของอาเบะ เป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในรอบ 11 ปี หลังการมาเยือนของนายกฯ จุนอิชิโร โคอิซูมิ เมื่อปี 2545
4. อาเบะ มาเยือนไทยขณะมีความขัดแย้งกับจีน และท่ามกลางข่าวคราวว่านักลงทุนญี่ปุ่นหยุดขยายตัวในจีน และหันมาลงทุนเพิ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงไทย
ข่าวทางการบอกว่า นายกฯ ญี่ปุ่นมาเยือนไทย 17-18 มกราคม นี้ ในฐานะแขกของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจะพูดจากันเรื่องการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว
เอกสารทางการของกระทรวงการต่างประเทศไทย บอกว่า นายอาเบะ จะหารือกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในประเด็นที่ครอบคลุมทั้งด้านทวิภาคี พหุภาคี และความร่วมมือในภูมิภาค
ความจริง อาเบะ ประกาศไว้หลังชัยชนะในการเลือกตั้งว่าจะไปเยือนสหรัฐ เป็นประเทศแรก แต่ภายหลังแจ้งว่ามีปัญหาเรื่องความลงตัวในการนัดหมายกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงหันมาเยือนไทยเป็นประเทศแรกเพื่อแสดงการที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเอเชียอาคเนย์
เพราะว่าเอเชียอาคเนย์เป็นฐานการลงทุนและการค้าทางเลือกที่สำคัญ ในภาวะที่ญี่ปุ่นมีปัญหากับจีนด้านหนึ่ง และกับเกาหลีใต้อีกด้านหนึ่ง
ซึ่งล้วนเป็นความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก
พอขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ อาเบะ ก็แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับฟิลิปปินส์ ทันที ตีความได้ว่าเพราะญี่ปุ่นต้องการส่งสัญญาณไปให้จีน ว่า “ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา” ในภาวะที่การเผชิญหน้าที่ต้องเอาชนะกันในทุกเวที
พร้อมกันนั้น นายกฯ “สายเหยี่ยว” ของ อาเบะ ก็ออกมาฉะรัฐบาลปักกิ่ง ที่สนับสนุนให้มีการ “คว่ำบาตร” ธุรกิจญี่ปุ่นในจีนจากกรณีความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
เป็นช่วงเดียวกับที่ตัวเลขล่าสุดตอกย้ำว่าการเผชิญหน้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่เอเชีย มีผลทางด้านการค้าการลงทุนระหว่างกันอย่างชัดเจนแล้ว
สถิติล่าสุดยืนยันว่า การค้าของจีนกับญี่ปุ่นลดลง 3.9% ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในสามปี
เพราะว่าคนจีนบอยคอตสินค้าญี่ปุ่น จึงทำให้การสั่งสินค้าญี่ปุ่นเข้าจีนหดตัวไป 8.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ผลที่ตามมา ก็คือ ญี่ปุ่น ที่เคยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน หล่นลงมาอยู่อันดับ 5 ทันทีทันใดเช่นกัน
ความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรุดระหว่างสองประเทศนี้ ไม่จำกัดเฉพาะทางด้านการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความตึงเครียดทางทะเลและทางอากาศอีกด้วย เพราะทั้งสองฝ่ายต่างอ้างเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลเป็นของตน ที่ทับทาบกันอยู่ในทะเลจีนตะวันออก
เรือลาดตระเวนของญี่ปุ่น กับเรือรบของจีน วิ่งเฉียดกันไปมาในบริเวณที่เป็นประเด็นโต้แย้ง มีผลทำให้ทั้งโตเกียวและปักกิ่ง ต่างชี้นิ้วไปกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่าพยายามจะ “ล้ำแดน” เข้ามาเพื่อยั่วยุให้ดีกรีความตึงเครียดเพิ่มเติมขึ้น
ทางอากาศก็มีปัญหาเช่นกัน วันก่อนญี่ปุ่น ส่งเครื่องบินรบลำหนึ่งขึ้นไป อ้างว่าเพื่อสกัดเครื่องบินของจีนที่บินมาใกล้ๆ น่านฟ้าของตน แม้ว่าเครื่องบินจีนจะไม่ใช่เครื่องบินทหารก็ตาม
จีน ต้องการแสดงให้ ญี่ปุ่นและชาวโลกเห็นว่า เรือและเครื่องบินของตนย่อมสามารถจะปรากฏตนในจุดไหนก็ได้ที่ปักกิ่ง ถือว่าเป็นดินแดนของตน ขณะที่ญี่ปุ่นก็ต้องการพิสูจน์ว่าจีนจะข้ามเข้ามาในจุดที่โตเกียวถือว่าเป็นของตนไม่ได้เป็นอันขาด
นายกฯ ญี่ปุ่น จะยกเรื่องความขัดแย้งกับจีนมาพูดกับนายกฯ ไทยหรือไม่ ระหว่างการมาเยือนครั้งนี้ก็ตาม ผู้นำไทยควรจะสำเหนียกถึงความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์กับสองประเทศยักษ์แห่งเอเชีย
แน่นอนว่า ไทยจะต้องคบหาทั้งจีนและญี่ปุ่น อย่างใกล้ชิดสนิทสนมในทุกๆ ด้าน เพราะการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่
แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน ก็คือ ประเด็นความมั่นคง และทางการเมืองระหว่างจีน ญี่ปุ่น อาเซียน (ซึ่งมีไทยเป็นสมาชิกที่สำคัญประเทศหนึ่ง) เพราะทั้ง จีนและญี่ปุ่น ก็ต้องการจะ “หาพวก” กับอาเซียน
ผมทราบมาว่า นายกฯ อาเบะ จะเปิดตัว “ลัทธิอาเบะ” หรือ “The Abe Doctrine” เพื่อเสนอวิสัยทัศน์ว่าด้วยการทูตญี่ปุ่นยุคใหม่ระหว่างการเยือนอินโดนีเซียหลังจากมาไทย
ถือว่าเป็นการปักธงทางการเมืองการทูตของญี่ปุ่นในเอเชียครั้งสำคัญทีเดียว
ไทยเราเป็นมิตรสนิทกับญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็เป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน จึงควรจะต้องมีบทบาท อย่างน้อยก็อย่างไม่เป็นทางการในอันที่จะช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศใหญ่นี้ในฐานะเป็นมิตรเก่าแก่กับทั้งคู่
จะทำอย่างไร พูดอย่างไร นำเสนออย่างไร ให้เหมาะสมงามสง่าทางการทูต เป็นทั้งเรื่องของประสบการณ์ ปัญญา และความลุ่มลึกของผู้นำโดยแท้






