วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

ปฏิวัติการศึกษาไทย ต้องเริ่ม‘ในหัว’มากกว่า‘บนหัว’

ปฏิวัติการศึกษาไทย ต้องเริ่ม‘ในหัว’มากกว่า‘บนหัว’

เมื่อรัฐมนตรีศึกษา พงศ์เทพ เทพกาญจนา มีคำสั่งให้โรงเรียนทั่วประเทศเลิกบังคับให้นักเรียนต้องตัดผมทรง “เกรียน”

และ “ครอบกะลา” บางคนถึงกับเรียกความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดว่า “ปลดแอก” นักเรียนไทย
บางคนแซวว่านโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาลระบาดมาถึงศีรษะของนักเรียนแล้ว

และเมื่อรัฐมนตรีต้องการรายละเอียดถึงขั้นขอพบท่านราชบัณฑิต เพื่อขอคำนิยาม “ตีนผม” ในคำสั่งของกระทรวงศึกษาแต่ก่อนเก่าว่าคืออะไรและตรงไหนคือตีนผม ก็ได้รับคำตอบว่า “ประมาณต้นคอ” ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องตีความกันต่อไปอีกหลายประเด็น

แม้ว่าประเด็นสำคัญจริง ๆ ของระบบการศึกษาไทยจะไม่ใช่เรื่องความยาวสั้นของผม “บนหัว” ของเด็กไทย
หากแต่อยู่ “ในหัว” ของเยาวชนเรามากกว่า

การแก้ไขกติกาเกี่ยวกับเรื่อง “บนหัว” นั้น ง่ายกว่าการขยายให้เนื้อหา “ในหัว” หลายเท่านัก เพราะความจริงท่านรัฐมนตรีศึกษาท่านใหม่ไม่ได้ต้องแก้ไขอะไรเลย ความที่ท่านมีความละเอียดในฐานะนักกฎหมาย พอมีใครมาทักเรื่องกฎระเบียบว่าด้วยเรื่องผมของนักเรียน, ท่านก็เพียงให้เอาคำสั่งของกระทรวงทั้งหลายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน

ก็เจอว่ากฎระเบียบไม่ได้ห้ามอะไรเรื่องความยาวสั้นของผมอย่างที่ถือปฏิบัติกันมาเลยแม้แต่น้อย

แต่ที่นักเรียนถูกบังคับให้ต้องตัดผมทรงสั้น ๆ อันเป็นที่มาของความอึดอัดของนักเรียนและผู้ปกครองบางบ้านนั้นเป็นเพียง “ความเชื่อว่าระเบียบราชการน่าจะเป็นเช่นนั้น” โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจเหมือนท่านรัฐมนตรีพงศ์เทพ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมีประเด็นก็คือ

ไปศึกษาให้ชัดเจนเสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไร...แทนที่จะเชื่อตามที่เขาถือปฏิบัติกันมาเป็นทอด ๆ โดยไม่มีใครทำการบ้านให้เกิดความกระจ่างว่ากฎกติกามารยาทจริง ๆ นั้นคืออะไร

ผมเชื่อว่า “เสรีภาพเรื่องผม” นั้น เมื่อได้มาแล้วโดยไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอะไรมากครั้งนี้อีกหน่อยก็จะซาไป ถึงจุดที่ใครจะผมทรงอะไรก็ได้แล้ว ก็จะไม่มีเรื่องบนหัวที่จะต้องถกแถลง และหลายคนก็อาจจะกลับมาไว้ผมทรง “เกรียน” นี่แหละ

ผมลองสอบถามเพื่อนพ้องในทวิตเตอร์ว่าใครที่เชื่อว่า “ทรงเกรียน” มีประโยชน์อะไรหรือไม่ ก็ได้คำตอบที่น่าสนใจเช่น
• ทำให้เด็กเรียนรู้การทำตามกฎ
• อย่างน้อยก็ประถมกับมัธยมต้น พอ ม. ปลาย จะเปิดโอกาสให้ไว้รองทรงกันไป
• อย่างน้อยก็รู้ว่าเยาวชนคนนั้น ๆ ยังอยู่ในบทบาทของการเป็นนักเรียน
• ไม่ต้องมัวแต่งหล่อทรงโน้นทรงนี้ เสียเวลาการอ่านหนังสือ
• ทำให้รู้ว่ายังอยู่ในวัยมัธยม
• ดูแลรักษาง่าย ดูโล่งๆ เป็นระเบียบ ทำให้นักเรียนไม่ต้องห่วงเรื่องทรงผมมากเกินไป
• ที่แน่ ๆ ทรงผมอิสระก็ไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียนมีคุณธรรมหรือจรรยาบรรณดีขึ้น
• ประหยัดค่าตัดผมผู้ปกครอง
• เมื่อก่อนตอนเป็นนักเรียนอยากไว้ผมยาว แต่พอทำงานอยากกลับไปตัดผมทรงนักเรียน เพราะดูแล้วสบายตาดี
• ทำให้เด็กอยู่ภายใต้ระเบียบและกฎเกณฑ์ ไม่มีใครมากหรือน้อยกว่ากันด้านทรงผม
• กระทรวงน่าจะสนใจกับการพัฒนาระบบการศึกษามากกว่าการใส่ใจทรงผม
• ฝึกการยอมรับกฎเกณฑ์ในสังคม เคารพกติกา และยอมรับในบทบาทและหน้าที่ของตน

ผมจึงไม่สงสัยเลยหากทรง “เกรียน” และ “กะลาครอบ” จะกลับมาฮิตติดแฟชั่นในหมู่เยาวชนไทยทำนอง skinheads เพราะนั่นคือทางเลือกที่จะทำให้เกิดความแปลกแตกต่างไปจากทรงผมยาวอื่น ๆ ที่แหวกไปจากความเชื่อเดิม ๆ ว่าการไว้ผมทรงเกรียนคือการ “บีบบังคับ”

เมื่อไม่มีกฎบังคับ, อะไรที่เรียบง่ายคือนวัตกรรมสมัยใหม่อย่างแน่นอน

และหวังว่าหลังจากหมดประเด็นเรื่อง “บนหัว” แล้ว, เราจะได้ลงมือหาทาง “ปฏิวัติ” และ “ปลดแอก” เรื่อง “ในหัว” กันอย่างจริงจังบ้างนะครับ